ยอดผลิตรถยนต์ไทยในเดือนเมษายน 2569 รวม 103,794 คัน ลดลงเล็กน้อย 0.44% แต่การส่งออกรถยนต์ในเดือนเม.ย.69 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 8.43% มาอยู่ที่ 60,190 คัน มาจากผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางและปิดช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ไทยส่งออกรถยนต์ไปตะวันออกกลางเดือน เม.ย. 69 ลดฮวบ 91.76% เหลือ 993 คัน หายไปกว่า 1.1 หมื่นคัน ส่วนการขายรถยนต์ในประเทศอยู่ที่ 48,394 คัน เพิ่มขึ้น 2.54% มาจากรถ BEV 13,882 คัน เพิ่มขึ้น 27.35% ขายรถกระบะไฟฟ้า 109 คัน เพิ่มขึ้น 36.25% ส.อ.ท.ห่วงการปรับขึ้นราคาชิ้นส่วนรถยนต์ กระทบการผลิตและการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศที่เปราะบาง
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จำนวนการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในเดือนเมษายน 2569 มีทั้งสิ้น 103,794 คัน ลดลงจากเดือนก่อน 22.20% และลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ประมาณ 0.44% เป็นการลดลงจากการผลิตเพื่อขายในประเทศ 1.70% เพราะผลิตรถยนต์นั่งทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน(ICE)และรถยนต์ไฟฟ้ารวมกันลดลง 16.77% จากเมษายนปีที่แล้ว รวมทั้งการผลิตรถกระบะเพื่อส่งออกที่ลดลงในตลาดตะวันออกกลางจากสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลให้การผลิตเพื่อส่งออกไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อไปนานมากกว่าสามเดือน
สำหรับจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม-เมษายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 473,545 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 4%
โดยรถยนต์นั่ง เดือนเมษายน 2569 ผลิตได้ 36,650 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน8.43 % โดยแบ่งเป็น รถยนต์นั่ง ICE จำนวน 11,870 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 24.15% รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle (BEV) มีจำนวน 4,716 คัน ลดลง 1.01% รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) 1,738 คัน เพิ่มขึ้น 68.57% รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle (HEV) 18,326 คัน ลดลง 1.37%
ยอดผลิตของรถยนต์นั่งตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2569 มีจำนวน 156,599 คัน คิดเป็น 33.07% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ประมาณ 1.83% โดยแบ่งเป็น รถยนต์นั่ง ICE จำนวน 60,402 คัน ลดลง 11.87% รถยนต์นั่ง BEV มี 15,211 คัน เพิ่มขึ้น 7.98% รถยนต์นั่ง PHEV จำนวน 6,551 คัน ลดลง 15.83% รถยนต์นั่ง HEV จำนวน 74,435 คัน เพิ่มขึ้น 7.71%
ส่วนรถยนต์บรรทุก เดือนเมษายน 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 67,144 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 4.54% และตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 316,946 คัน เพิ่มขึ้น 7.15% รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนเมษายน 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 65,933 คัน เพิ่มขึ้น 3.44% และตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 311,290 คัน เท่ากับร้อยละ 65.74 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 6.35%
การผลิตเพื่อส่งออกในเดือนเมษายน 2569 ผลิตได้ 67,262 คัน คิดเป็น 64.80% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 0.26% และเดือนมกราคม-เมษายน 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 316,605 คัน เท่ากับ 66.86% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4.56%
แบ่งเป็นรถยนต์นั่งเดือนเมษายน 2569 ผลิตเพื่อการส่งออก 14,252 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 8.68% และตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 67,975 คัน เพิ่มขึ้น 24.75%
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนเมษายน 2569 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 53,010 คัน ลดลงจากเดือนเมษายน 2568ประมาณ 1.78% และตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 248,630 คัน เท่ากับ 79.87% ของยอดการผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ประมาณ 0.13% โดยแบ่งเป็นรถกระบะบรรทุก 25,280 คัน ลดลง18.71% รถกระบะดับเบิลแค็บ 176,543 คัน เพิ่มขึ้น 3.98% และรถกระบะ PPV 46,807 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ร้อยละ 1.32
การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเดือนเมษายน 2569 ผลิตได้ 36,532 คัน ลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ประมาณ 1.70% และเดือนมกราคม-เมษายน 2569 ผลิตได้ 156,940 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 2.90%
รถยนต์นั่ง ในเดือนเมษายน 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 22,398 คันลดลง 16.77% และตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2568 ผลิตได้ 88,624 คัน ลดลงร้อยละ 15.62%
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนเมษายน 2569 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 12,923 คัน เพิ่มขึ้น 32.29% และช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 62,660 คัน เพิ่มขึ้น 41.10%
นายสุรพงษ์กล่าวว่า ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนเมษายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 48,394 คัน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 มากถึง 19.16% แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2568 ราว 2.54% เพิ่มขึ้นจากการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าที่จองมากกว่าครึ่งของยอดจองรวมในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์เมื่อปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นมากจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมทั้งการออกรถรุ่นใหม่และการเริ่มผลิตรถบรรทุกของบริษัทหนึ่งที่ย้ายโรงงาน รถกระบะยังคงขายลดลง 9.7% จากเดือนเดียวกันปีที่แล้วเพราะความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากเศรษฐกิจและดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำ การลงทุนและการจ้างงานยังน่ากังวล ส่งผลให้อำนาจซื้อของประชาชนอ่อนแอ เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามการค้า
อย่างไรก็ตาม จากการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศไตรมาสหนึ่งปี 2569 ที่ 2.8% และการลงทุนที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอนุมัติโครงการต่างๆ ไปอาจช่วยสร้างงานสร้างเศรษฐกิจของประเทศเติบโตในอัตราสูงขึ้นหากได้ลงทุนในปีนี้ รวมทั้งการกู้เงินสี่แสนล้านบาทของรัฐบาลที่จะลดการนำเข้าพลังงานและเพิ่มการลงทุนที่จะเพิ่มการจ้างงานในประเทศไทยด้วย ปัจจัยลบที่น่ากังวลมากคือ การขอปรับขึ้นราคาชิ้นส่วนต่างๆ โดยอ้างสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งจะซ้ำเติมต่อยอดขายและยอดผลิตรถยนต์ให้ลดลงด้วย จึงขอให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและรถยนต์ไว้ในภาวะที่กำลังซื้อยังอ่อนแอไประยะหนึ่ง
ตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2569 รถยนต์มียอดขาย 230,477 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15.02% แยกเป็น รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 157,099 คันเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน23.91% รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 37,957 คัน ลดลง 21.54%
ส่วนรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) 64,109 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 90.61% รถยนต์นั่งไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 2,891 คัน ลดลง 18.40% รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle)708 คัน เพิ่มขึ้น 100% รถยนต์นั่งไฟฟ้าผสม (HEV) 51,434 คัน เพิ่มขึ้น 24.76% รถกระบะมีจำนวน 48,324 คัน ลดลง 5.84 %รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 423 คัน เพิ่มขึ้น 144.51%
นายสุรพงษ์กล่าวว่า การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนเมษายน 2569 ส่งออกได้ 60,190 คัน ลดลงจากเดือนที่แล้ว25.13 % และลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 8.43% โดยเฉพาะลดลงจากการส่งออกรถยนต์ไปตลาดตะวันออกกลาง 993 คัน ลดลงถึง 11,053 คันหรือ 91.76% จากเมษายน 2568 จากสงครามตะวันออกกลางนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ และลดลงในตลาดยุโรป อเมริกากลางและอเมริกาใต้ แต่ไทยส่งออกรถยนต์เพิ่มขึ้นในตลาดเอเชีย ออสเตรเลียและโอเชียเนีย ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดสูงที่ร้อยละ 26.36 และ 31.23 ตามลำดับ รวมทั้งส่งออกเพิ่มขึ้นในตลาดแอฟริกา และอเมริกาเหนือ จึงช่วยให้การส่งออกรถยนต์ลดลงไม่มาก
การส่งออกเดือนเมษายน 2569 แบ่งเป็น ดังนี้ รถกระบะ 36,615 คัน มีสัดส่วน 60.83 %ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปีก่อน 16.97% รถกระบะ BEV 6 คัน จากปีในปี 2568 ไม่มีการส่งออก รถยนต์นั่ง ICE 2,031 คัน ลดลงจากปีก่อน75% รถยนต์นั่ง BEV 1,924 คัน เพิ่มขึ้น191.52% รถยนต์นั่ง PHEV 358 คันจากปีก่อนไม่มีการส่งออก รถยนต์นั่ง HEV 6,713 คัน เพิ่มขึ้น 42.80% รถ PPV 12,543 คัน เพิ่มขึ้น 53.98% คิดเป็นมูลค่าการส่งออกรถยนต์ 42,942.55 ล้านบาท ลดลงจากเดือนเมษายนปีที่แล้ว 6.71%
รถยนต์สำเร็จรูป ช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2569 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 280,184 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกัน 3.45% แบ่งเป็นรถกระบะ 176,415 คัน ลดลง 5.88% รถกระบะ BEV 155 คัน เพิ่มขึ้น 3,775% รถยนต์นั่ง ICE 25,159 คัน ลดลง 39.66% รถยนต์นั่ง BEV 7,156 คัน เพิ่มขึ้น 984.24% รถยนต์นั่ง PHEV 649 คัน ในปี 2568 ไม่มีการส่งออก รถยนต์นั่ง HEV 27,759 คัน เพิ่มขึ้น 62.90% รถ PPV 42,891 คัน ลดลง 1.08% มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 189,161.84 ล้านบาท ลดลง 6.25%


