บางจากเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 142,528 ล้านบาท และ EBITDA 17,795 ล้านบาท มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 6,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้น191%จากช่วงเดียวกันปีก่อน พร้อมทำสถิติการผลิตเฉลี่ยที่ระดับ 279,800 บาร์เรลต่อวัน โดยจัดหาน้ำมันดิบถึงเดือนก.ค.นี้ ซึ่งมีต้นทุนที่สูงจะทยอยรับรู้ในไตรมาส 2 เตรียมความพร้อมรับมือความผันผวนราคาน้ำมันโลก
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือBCP เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 142,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อน มี EBITDA 17,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 94 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน มีกำไรสุทธิจาก การดำเนินงานปกติ (ที่ไม่รวมรายการพิเศษ) 953 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 80จากไตรมาสก่อนและลดลงร้อยละ 57จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ทั้งนี้ หากรวมรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในไตรมาส บริษัทฯ มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 6,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 177 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและเพิ่มขึ้นร้อยละ 191 เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 4.17 บาท
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 กลุ่มบริษัทบางจากยังคงยืนหยัดทำหน้าที่สนับสนุนความต่อเนื่องในการจัดหาน้ำมันดิบจากหลายภูมิภาคทั่วโลก ส่งผลให้ในไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางในระดับที่จำกัด
อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวและความไม่แน่นอนของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบ ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ (Crude Premium) ต้นทุนค่าขนส่งและประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนความเสี่ยงจากภาวะสงคราม (War Risk Premium) ซึ่งบริษัทฯ จะทยอยรับรู้ผลกระทบตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป
ปัจจุบันบริษัทฯ ได้จัดหาน้ำมันดิบไปแล้วถึงเดือนกรกฎาคม 2569 พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิดและปรับแผนการดำเนินงานอย่างทันท่วงที เพื่อบริหารต้นทุนและความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ และมีมาตรการช่วยเหลือผู้บริโภค อาทิ เริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับภาคขนส่ง ภาคประมง และภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการดำเนินโครงการ “Fry to Fly - 2 ลิตร แลก 1 ลิตร” ภายใต้แนวคิด “น้ำมันครัวแลกน้ำมันรถ” เพื่อนโครงการผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่งเริ่มดำเนินการผลิตเป็นครั้งแรกภายในเดือนพฤษภาคม 2569
นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทบางจากยังรับรู้ผลจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง (Recurring Synergy) และรับรู้ผลประโยชน์จากการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่ง รวมประมาณ 2,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ 1,800 ล้านบาท และขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านการเข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้น Chevron Hong Kong Limited (“CHK”) ในสัดส่วนร้อยละ 100 ซึ่งประกอบไปด้วยสถานีบริการน้ำมันจำนวน 31 แห่ง พร้อมคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ เพื่อสนับสนุนการบริหารธุรกิจโรงกลั่น การค้าน้ำมัน และธุรกิจการตลาดในระยะยาว ตลอดจนรองรับการพัฒนาธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทรแบบครบวงจร ซึ่งคาดว่าธุรกรรมดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2569
นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน รายงานผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2569 และปัจจัยบวกสำคัญของแต่ละกลุ่มธุรกิจ ดังนี้
กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ
ธุรกิจโรงกลั่น มี EBITDA 10,245 ล้านบาท ปรับสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและปีก่อน จากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งการเพิ่มกำลังการผลิตเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ระดับ 279,800 บาร์เรลต่อวัน ค่าการกลั่นพื้นฐานที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 18.57 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ตาม Crack Spread ในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานที่ปรับเพิ่มขึ้นจากภาวะอุปทานที่ตึงตัวในเดือนมีนาคม รวมทั้งการรับรู้ Inventory Gain ของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ เทียบเท่า 8,299 ล้านบาทตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นในเดือนมีนาคม
ธุรกิจการตลาด มี EBITDA 1,563 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันรวมสูงสุด 3,700 ล้านลิตร จากการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกตามความต้องการใช้น้ำมันที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาน้ำมันและภาวะขาดแคลนน้ำมัน โดยบริษัท มีสถานีบริการรวม 2,217 สถานี จุดชาร์จ EV กว่า 592 สถานี มีส่วนแบ่งทางการตลาดผ่านสถานีบริการที่ระดับ 27.7% และร้านกาแฟอินทนิลมีจำนวน 1,187 สาขา
ธุรกิจพลังงานชีวภาพ มี EBITDA 408 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 68 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และร้อยละ 42 เมื่อเทียบกับปีก่อน จากปริมาณการจำหน่ายเอทานอลและไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้พลังงาน รวมถึงมาตรการภาครัฐในการปรับเพิ่มสัดส่วนผสมน้ำมันดีเซลพื้นฐานจาก B5 เป็น B7 ขณะที่การบริหารจัดการวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์พลอยได้ช่วยสนับสนุนการปรับตัวของกำไรขั้นต้น
กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน
กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน มี EBITDA 266 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และร้อยละ 33 เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ปริมาณการซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันลดลงจากการชะลอตัวของธุรกรรมภายนอก กลุ่มบริษัทบางจาก (Out‑Out) จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ดี ปริมาณการซื้อขายภายในกลุ่มยังสามารถขยายตัวได้ตามกำลังการกลั่นที่เพิ่มขึ้น
กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ
มี EBITDA 4,308 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ปรับเพิ่มขึ้น ตามสถานการณ์พลังงานโลกและความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาว รวมทั้งปริมาณการผลิตและปริมาณการจำหน่ายปรับเพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายมากกว่ากำลังผลิตตามสัญญา (Overlift) ของแหล่ง Brage และ Draugen ตามแผนบริหารการขาย และการเริ่มผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของหลุมผลิต Talisker East ในพื้นที่แหล่งผลิต Brage ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา
กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน
มี EBITDA 1,396 ล้านบาท ปรับลดลงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 55 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ และธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ใน สปป. ลาว ได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านฤดูกาล ด้านโครงการคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในประเทศไทย มีปริมาณการใช้ถังเก็บน้ำมันเทียบเท่ากับไตรมาสก่อนจากสัญญาเช่าแบบคงที่ ขณะที่ปริมาณการใช้ท่อเพื่อขนถ่ายน้ำมันลดลงจากการใช้บริการขนถ่ายน้ำมันของลูกค้าลดลง
ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 642 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงฤดูหนาวและจำนวนวันการปิดซ่อมบำรุงที่ลดลง ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย มีรายได้รวมสูงขึ้นจากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และมีการรับโอนหุ้นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา ขนาดกำลังการผลิต 17.5 เมกะวัตต์


