การตลาด – เจาะเบื้องลึก ทำไม เซ็นทรัลโดยซูเปอร์สปอร์ต ต้องทุ่มงบเข้าซื้อหุ้นของ เจดี ถึง 40% ซึ่งก็ยังไม่ใช่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับหนึ่งอยูู่ดี คือเส้นทางเดินในการปิดจุดอ่อนเรื่องของตลาดไลฟ์สไตล์และแฟชั่น เพราะรุกเพียงแค่ เพอร์ฟอร์มานซ์อย่างเดียวไม่ได้ สบโอกาสเข้าถีงแบรนด์ระดับโลกด้วยสัมพันธภาพของเจดี เป็นสะพานเชื่อม
ดีลที่ CRC Sports (ซูเปอร์สปอร์ต) เข้าถือหุ้น 40% ใน JD Sports Thailand ที่มีการประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ถือเป็นความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจมากในวงการค้าปลีกสินค้ากีฬาเมืองไทย
โดย บริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด (CRC Sports) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้บริหารร้านค้าปลีกสินค้ากีฬาเบอร์ 1 ของไทยอย่าง ซูเปอร์สปอร์ต(Supersports) ได้บรรลุข้อตกลงในการปิดดีลการเจรจาเข้าถือหุ้น จำนวน 40% ของ บริษัท เจดี สปอร์ตส์ แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (JD Sports Thailand) ร้านค้าปลีกสปอร์ตแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ชั้นนำสัญชาติอังกฤษ
การเข้าลงทุนในครั้งนี้ส่งผลให้บริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด ของกลุ่มเซ็นทรัล กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 รองจากกลุ่ม JD Sports จากอังกฤษที่ยังคงถือหุ้นอยู่ 59%
ดูๆไปแล้วก็เหมือนกับว่า ดีลนี้ทำให้เซ็นทรัลรีเทล โดยซูเปอร์สปอร์ต สามารถเจาะตลาดพรีเมียมสปอร์ตไลฟ์สไตล์ ตลอดจนขยายอาณาจักรให้เข้าถึงแบรนด์ใหญ่ระดับโลกและครอบคลุมฐานลูกค้าครบทุกเซกเมนต์ ตอกย้ำการเป็นผู้นำศูนย์รวมแบรนด์กีฬาที่ตอบโจทย์ทุก Life stage และ Lifestyle ของผู้บริโภค
หากจำกันได้ดี เมื่อช่วง 2 ปีที่แล้ว ซูเปอรปอร์ตเองก็เพิ่งเข้าซื้อหุ้นใหญ่จำนวน 75% มูลค่า 468 ล้านบาท ของบริษัท เรฟ อิดิชั่น จำกัดไปแล้ว ซึ่งเป็นผู้นำเข้าจำหน่ายสินค้ากีฬาเชิงสปอร์ตเพอร์ฟอร์แมนซ์และไลฟ์สไตล์
ถือเป็นการเคลื่อนทัพที่สำคัญ มีความหมายและเชื่อมต่อกันอย่างดีกับปลายทางของความเป็นไลฟ์สไตล์ และ สปอร์ตแฟชั่น พร้อมขยับเข้าสู่แบรนด์ระดับโลกได้มากขึ้น
นายไท จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล แบรนด์ แอนด์ สเปเชียลตี้ (CRBS) กล่าวว่า การลงทุนใน JD Sports Thailand สะท้อนยุทธศาสตร์ของ เซ็นทรัล รีเทล ในการขยายธุรกิจไปยังกลุ่มสปอร์ตและแฟชั่นทุกระดับ ผ่านการผนึกกำลังกับผู้นำค้าปลีกสินค้าพรีเมียมระดับโลกอย่าง JD Sports ซึ่งมีเครือข่ายกว่า 4,900 สาขาใน 49 ประเทศ และเป็นพันธมิตรของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ (Key Global Partner) อย่าง Adidas และ Nike รวมถึงบริหารแบรนด์ชั้นนำกว่า 30 แบรนด์ อาทิ New Balance และ On
“ความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงและได้รับสิทธิ์จำหน่ายสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟระดับโลก แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทฯ สามารถก้าวเข้าสู่ตลาดสปอร์ตไลฟ์สไตล์ที่มีมูลค่ากว่า 35,000 ล้านบาท และเติบโตเร็วเฉลี่ยราว 6% ต่อปีได้อย่างเต็มตัว พร้อมครองส่วนแบ่งในตลาดนี้ได้สูงถึง 40% และก้าวสู่การเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดสปอร์ตไลฟ์สไตล์ได้อย่างชัดเจน”
“การเข้าลงทุนใน JD Sports Thailand ไม่เพียงเป็นการเสริมพอร์ตธุรกิจและสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Ecosystem ของเซ็นทรัล รีเทล เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับตลาดสปอร์ตแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ในไทย เรามุ่งสร้างโซลูชันที่สามารถตอบโจทย์ทุก Life stage และ Lifestyle ของผู้บริโภค ตั้งแต่ลูกค้าทั่วไป ผู้สนใจด้านแฟชั่น ไปจนถึงนักกีฬาอาชีพ ซึ่งการผนึกกำลังในครั้งนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่พา Supersportsพุ่งทะยานสู่การเป็นเบอร์ 1 ผู้นำตลาดค้าปลีกสินค้ากีฬาในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างแข็งแกร่ง” นายไท กล่าว
เมื่อพิจารณากันให้ดีแล้ว จะพบว่า ซูเปอร์สปอร์ตเอง แม้ว่าจะเป็นผู้นำในภาพรวมของตลาดอุปกรณ์และรองเท้ากีฬาในไทยก็ตาม แต่ทำไมถึงยังต้องทุ่มเม็ดเงินเพื่อเข้าซื้อหุ้นในเจดี ไทยแลนด์ อีก
สาเหตุหลักๆของการซื้อหุ้นครั้งนี้ คือ
1. การเติมเต็ม Ecosystem จากสายแข่ง สู่สายหล่อ เนื่องจากซูเปอร์สปอร์ตแข็งแกร่งมากในกลุ่ม Sport Performance เป็นหลัก (เน้นอุปกรณ์กีฬาและเสื้อผ้าสำหรับการออกกำลังกายจริงจัง) แต่ตลาดที่เติบโตแรงกว่าในปัจจุบันคือ Sport Lifestyle & Sneaker Culture คือในแง่ของความเป็นแฟชั่นกับไลฟ์สไตล์ที่ซูเปอร์สปอร์ตยังไม่โดดเด่นเท่าที่ควร
ดังน้้น การที่่ได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้น JD Sports ช่วยให้โอกาสมีมากขึ้นจากการที่พอร์ตโฟลิโอของ CRC ครบวงจรทันที ตั้งแต่นักกีฬาสาย Performance ไปจนถึงกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบสนีกเกอร์และสตรีทแฟชั่น เป็นการครอบคลุมตลาดอย่างดี
ย่อมทำให้ซูเปอร์สปอร์ตขยายฐานทั้งกลุ่มสินค้าและกลุ่มเป้าหมายได้ในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น กลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) และกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงที่มองว่าสินค้ากีฬาคือส่วนหนึ่งของแฟชั่นในชีวิตประจำวัน
เป้าหมายคือ การครองส่วนแบ่งตลาดแบบเบ็ดเสร็จ (Market Dominance): CRC Sports ตั้งเป้าจะกวาดส่วนแบ่งตลาด Sport Lifestyle ให้ได้ถึง 40% ของตลาดรวม 3.5 หมื่นล้านบาท การรวมพลังครั้งนี้ทำให้คู่แข่งหน้าใหม่เข้ามาเจาะตลาดยากขึ้นมาก
2. พลังของ "Exclusive Products"ของ เจดี
JD Sports ขึ้นชื่อว่าเป็น "King of Trainers" และเป็น Global Partner ระดับ Tier 1 ของแบรนด์อย่าง Nike และ Adidas
แน่นอนว่า การร่วมทุนครั้งนี้ทำให้ CRC สามารถเข้าถึงสินค้ากลุ่ม Exclusive Model (สินค้าที่มีวางขายเฉพาะที่ JD เท่านั้น) ได้ง่ายขึ้น ซึ่งสินค้าเหล่านี้มักจะเป็นตัวดึงดูด Traffic (จำนวนคนเข้าร้าน) และสร้างยอดขายได้มหาศาลโดยไม่ต้องแข่งเรื่องราคา
เจดี เป็นพันธมิตรของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ (Key Global Partner) อย่าง Adidas และ Nike รวมถึงบริหารแบรนด์ชั้นนำกว่า 30 แบรนด์ อาทิ New Balance และ On ซึ่งแต่ละแบรนด์ล้วนเป็นแบรนด์ชั้นนำทั้งสิ้น
3. ประสิทธิภาพของ เจดี โดยเฉพาะ ตัวเลขทางการเงินและการเติบโต JD SportsThailand เป็นบริษัทที่มีกำไรและยอดขายเติบโตต่อเนื่อง (มียอดขายมากกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี) แม้จะเข้ามาทำตลาดในไทยไม่นาน แต่ด้วยอาศัยความเป็นโกลบอลแบรนด์ จึงไม่ยากที่จะรุกตลาดไทยได้อย่างสวยงาม
CRC จะได้รับส่วนแบ่งกำไร (Profit Sharing) ทันทีตามสัดส่วนการถือหุ้น และตั้งเป้าจะดันยอดขายของ JD ให้โตขึ้น 100% ในอนาคต ซึ่งเป็นการสร้าง New S-Curve ให้กับธุรกิจแฟชั่นและสปอร์ตของกลุ่มเซ็นทรัลด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ เมื่อมองผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปี (โดยประมาณ) JD Sports Thailand ถือเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตของรายได้อย่างก้าวกระโดดและมีผลกำไรที่แข็งแกร่ง โดยปีงบประมาณ 2566 มีรายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท มีกำไรประมาณ 70-80 ล้านบาท, ปี2567 มีรายได้ประมาณ 1,390ล้านบาท มีกำไรประมาณ 122 ล้านบาท และปี2568 มีรายได้ประมาณ 1,939 ล้านบาท มีกำไรประมาณ 189 ล้านบาท และคาดว่าปี 2569 นี้รายได้ต้องเกิน 2,000 ล้านบาทแน่นอน
นายอเล็กซองต์ อัมเบล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยว่า “ความร่วมมือกับ JD Sports Thailand ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวเชิงกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนการเติบโตของ Supersports และตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับอีโคซิสเต็มของธุรกิจค้าปลีกสินค้ากีฬาในไทยให้มีทั้งความหลากหลายและความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
“โดยการร่วมทุนในครั้งนี้ ถือเป็นการเติมเต็มพอร์ตสินค้ากีฬาจาก Sport Performance ที่จำหน่ายในร้าน Supersports และ Rev Runnr สู่สินค้ากลุ่ม Sport Lifestyle ได้อย่างครบวงจร โดย JD Sports ทั้ง 15 สาขาในไทย จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายร้านค้าปลีกสินค้ากีฬาของเราที่ปัจจุบันมี Supersports 88 สาขา Rev Runnr 24 สาขา และ Mono Store อีก 17 สาขา ซึ่งจะทำให้ภาพรวมแพลตฟอร์มของบริษัทฯ มีความครบวงจร และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น”
อย่างไรก็ตาม เจดี เริ่มเข้ามาทำตลาดในไทย อย่างเป็นทางการเมื่อ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561ด้วยการเปิดสาขาแรกที่ไอคอนสยาม ซึ่งเป็น Flagship Store ที่สร้างความฮือฮาด้วยขนาดพื้นที่ขนาดใหญ่และสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟมากมาย ต่อมาก็ขยายสาขาไปในพื้นที่หลักกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น สยามเซ็นเตอร์, เซ็นทรัลเวิลด์, ศูนย์การค้าเซ็นทรัลหลายแห่ง เช่น เวสต์เกต, ลาดพร้าว, ปิ่นเกล้า, พระราม 9), เมกาบางนา, แฟชั่นไอส์แลนด์ ส่วนต่างจังหวัดเช่นเซ็นทรัลภูเก็ต ฟลอเรสต้า เป็นต้น
โมเดลการรุกตลาดไทยเป็นแบบการร่วมทุนระหว่าง JD Sports Fashion plc จากอังกฤษ และพันธมิตรท้องถิ่น จนกระทั่ง กลุ่ม CRC Sports ได้เข้าซื้อหุ้นในสัดส่วน 40% เพื่อรุกตลาดพรีเมียมสปอร์ตไลฟ์สไตล์อย่างเต็มตัวขณะนี้
ทว่าปัจจัยหลักที่ ซูเปอร์สปอร์ต จะสนับสนุน เจดี ซึ่งกันและกันก็มีหลายประการเช่นกัน หลักๆคือ การใช้ความได้เปรียบในเรื่องทำเลที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาดเดียวกันจากการอยู่ในเครือข่ายชายคาของเซ็นทรัลกรุ๊ป ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของไทยและเอเชีย มีทั้งค้าปลีกอย่าง ห้างเซ็นทรัล ศูนย์การค้า และโมเดลต่างๆมากมาย กระจายทั่วทั้งประเทศ จึงเป็นโอกาสที่ใกล้ขึ้นของเจดีเองที่จะขยายสาขาในทำเลที่ดีมีศักยภาพได้มากกว่าเดิม โดยใช้ประโยชน์จาก Prime Location ในเครือเซ็นทรัล
ปัจจุบัน JD Sports มี 15 สาขาในไทยซึ่งต้องใช้เวลาเกือบ 10 ปี แต่หลังจากที่ เซ็นทรัลรีเทลโดยซูเปอร์สปอร์ต เข้ามาถือหุ้นแล้ว มีการตั้งเป้าหมายเชิงรุกมาก จะต้องเพิ่มสาขาให้เป็น30 แห่ง ภายใน 5 ปีจากนี้
นั่นเท่ากับว่า การขยายตัวเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก เพราะช่วงเวลาเพียง 3 ปีจากนี้จะเปิดอีก 15 สาขา แต่ 15 สาขาแรกใช้เวลาเกือบ 10 ปีเลยทีเดียว
นี่คือพลังที่เห็นได้ชัดในการได้ทำเลดีๆและรวดเร็วจากเครือเซ็นทรัลนั่นเอง
อีกประเด็นคือ ในเรื่องของซีอาร์เอ็มและการทำตลาด และระบบสมาชิก เพราะกลุ่มเซ็นทรัล มีเดอะวัน โปรแกรมที่ทรงพลังเรื่องของซีอาร์เอ็มและสมาชิก ซึ่งสามารถที่จะเชื่อมต่อระบบกับ เจดี ได้ไม่ยาก จะส่งผลทำให้การทำตลาด การทำซีอาร์เอ็ม การวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ มีประสิทธิภาพและทรงพลังมากขึ้น จากข้อมูลการตลาดต่างๆที่เดอะวันมีอยู่
ผนวกกับความแข็งแกร่งและกลยุทธ์ของ เจดี เอง ในการทำตลาดที่มีความชัดเจนและแตกต่างจากร้านอุปกรณ์กีฬาทั่วไป โดยเน้นความเป็น "แฟชั่น" นำหน้า "ฟังก์ชัน" ซึ่งสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
1. กลยุทธ์หลักในการทำตลาด (Key Strategies)
1.1"King of Trainers" & Exclusivity: กลยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดคือการมี Exclusive Products ที่มีวางขายเฉพาะที่ JD Sports เท่านั้น (มักมีป้าย "Only at JD") ซึ่งรวมถึงสีพิเศษหรือรุ่นพิเศษจากแบรนด์ดังอย่าง Nike, Adidas, New Balance และ ASICS ทำให้ลูกค้าที่ต้องการความต่างต้องมาที่นี่ที่เดียว
1.2 Lifestyle-Led Merchandising: ต่างจาก Supersports ที่เน้นอุปกรณ์วิ่งหรือเตะบอล JD จะเน้น Sport Lifestyle และ Streetwear โดยการจัดดิสเพลย์ร้านให้ดูทันสมัย มีเพลงและบรรยากาศแบบ Urban เพื่อสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่สนุกสนาน
1.3 Omnichannel & App-First: ให้ความสำคัญกับการขายผ่านแอปพลิเคชันและการทำ Digital Marketing อย่างหนัก โดยเฉพาะการใช้ระบบ Click & Collect (สั่งออนไลน์รับหน้าร้าน) ซึ่งช่วยเพิ่มทราฟฟิกให้คนเดินเข้ามาในร้านได้มากขึ้นถึง 25%
1.4 Strategic Location: เลือกเปิดสาขาเฉพาะใน "จุดยุทธศาสตร์" ของเมือง (Prime Locations) เช่น สยามเซ็นเตอร์ หรือ ไอคอนสยาม เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ระดับพรีเมียม
2. กลุ่มเป้าหมายหลัก (Target Audience) กลุ่มลูกค้าของ JD Sports จะค่อนข้างเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นวัยรุ่นสูงกว่าร้านกีฬาอื่นๆคือ
2.1 Core Gen Z & Young Millennials: ช่วงอายุประมาณ 16-30 ปี เป็นกลุ่มที่ติดตามเทรนด์โซเชียลมีเดีย ชอบสะสมสนีกเกอร์ (Sneakerheads) และให้ความสำคัญกับการแต่งตัวสไตล์สตรีท
2.2 Fashion-Conscious Shoppers: คนที่มองหาเสื้อผ้ากีฬาเพื่อใส่ไปเที่ยวหรือใช้ในชีวิตประจำวัน (Athleisure) มากกว่าเอาไปเล่นกีฬาจริงๆ
2.3 Urban Digitals: กลุ่มคนเมืองที่คุ้นเคยกับการช้อปปิ้งออนไลน์และต้องการความรวดเร็วในการเข้าถึงสินค้าที่เป็นรุ่น Limited Edition
2.4 Emerging Female Segment: ในช่วงปี 2025-2026 JD เริ่มขยายฐานลูกค้าผู้หญิงมากขึ้นผ่านสินค้ากลุ่มเลกกิ้ง เสื้อครอป และรองเท้าผ้าใบสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ (Women’s Edits)
อย่างไรก็ตาม นอกจากดีลใหญ่นี้ ปีนี้ซูเปอร์สปอร์ตวางกลยุทธ์หลักรุกตลาด
1. การเร่งเครื่องทรานส์ฟอร์มสาขาทั่วประเทศเป็นคอนเซปต์ Store 3.0 และเตรียมเปิดตัว New Retail Store รูปแบบใหม่ ปีนี้จะใช้งบรวม 200 ล้านบาท เพื่อเปิด 2 สาขาใหม่ในเซ็นทรัลขอนแก่น และรัตนาธิเบศร์-กรุงเทพ การรีโนเวทสาขาต่างจังหวัดกว่า 10 แห่ง ภายในสิ้นปีนี้จะพลิกโฉมให้เป็น Store 3.0 ทั้งหมด ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ สร้างมาตรฐานใหม่ทั่วประเทศ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้า Gen Z ที่เพิ่มขึ้น 35% และมียอดขายสัดส่วน 15%
2. การขยายพอร์ตโฟลิโอด้วยการเสริมทัพแบรนด์ระดับโลกและแบรนด์ใหม่เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งในกลุ่ม Performance และ Lifestyle โดยได้รับสิทธิ์บริหารแบรนด์ชั้นนำอย่าง HEAD (Tennis , Pickleball , Paddle ) และ FILA (Sports & Lifestyle) อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงเตรียมเปิดตัวสโมสรฟุตบอลใหม่ที่ได้รับลิขสิทธิ์เพิ่มเติม
3. การ พัฒนาไลน์สินค้า Private Label ให้ครอบคลุมทุกหมวดหมู่ พร้อมผลักดันแบรนด์สำคัญ อาทิ Energetics, PRO TOUCH, McKINLEY และ Firefly เพื่อขยายทางเลือกให้ผู้บริโภคในวงกว้าง
4. การใช้ระบบ AI และแชทบอทอัจฉริยะ เชื่อมโยงหน้าร้านกับออนไลน์แบบไร้รอยต่อ ซึ่งปีที่แล้วพบว่า ยอดขายช่งยอดทางออนไลน์เติบโต24% และขายหน้าร้านโตเพียง5% โดยสัดส่วนออนไลน์มี 19%


