ปัจจุบัน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. (AOT) ได้ดำเนินการทบทวนแผนพัฒนาศักยภาพท่าอากาศยานที่อยู่ในความผิดชอบทั้ง 6 แห่ง โดยเฉพาะ”สุวรรณภูมิ”มีการปรับปรุงแผนแม่บทการพัฒนาขีดความสามารถ ฉบับปี 2568 เสร็จแล้ว โดยจะมีการก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก (East Expansion) และมุ่งขยายศักยภาพด้านทิศใต้ของสนามบิน ด้วยการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ( South Terminal) และทางวิ่งเส้นที่ 4 วงเงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 258,889 ล้านบาท สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 120 ล้านต่อปี เพื่อผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค ซึ่งมีเป้าหมายติดอันดับ 1 ใน 20 ของโลกภายใน 5 ปี ด้วยวิชั่น”เป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก ปลอดภัยภายใต้มาตรฐานสากล การบริการเป็นเลิศ ทันสมัย และยังยืน”
โดยในปีงบประมาณ 2568 (ต.ค.67-ก.ย.68) ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของทอท.มีจำนวนผู้โดยสารรวม 125.9 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 5.61%) แบ่งเป็น ผู้โดยสารภายในประเทศ 49.35 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 5.87%) ผู้โดยสารระหว่างประเทศ 76.63 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 5.45%) ปริมาณการจราจรทางอากาศรวม 788,106 เที่ยวบิน เป็นระหว่างประเทศ 44,944 เที่ยวบินเพิ่มขึ้น 6.91% ภายในประเทศ 343,151 เที่ยวบินเพิ่มขึ้น 8.42% ส่วน ปี 2569 ไตรมาสแรก (ต.ต.68-ธ.ค.68) มีจำนวนผู้โดยสาร รวมที่ 34.47 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.50 % ขณะที่ตัวเลขผู้โดยสารรวม 2 ไตรมาสของปี 69 (ต.ค.68-มี.ค.69 )อยู่ที่ประมาณ 70 ล้านคน โดยทอท.คาดการณ์จำนวนผู้โดยสารทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 125 ล้านคน ซึ่งปรับลดจากเป้าหมายเดิม 130 ล้านคน เนื่องจากประเมินผลกระทบภาวะสงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันเครื่องบินที่ปรับเพิ่มขึ้น
แม้จะมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณการเติบโตของเที่ยวบินและผู้โดยสาร แต่การพัฒนาสนามบินของทอท.เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและปรับปรุงบริการต่างๆ ยังต้องทำต่อไป เพื่อลดความแออัดและให้ผู้โดยสารมีความสะดวก สบายในการเดินทาง ที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีการยกระดับการให้บริการผู้โดยสาร ด้วยการนําเทคโนโลยีอัตโนมัติมาใช้อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่เช็คอิน การโหลดสัมภาระ และการตรวจคนเข้าเมือง
“ส่งผลให้สถิติ ผู้โดยสารขาออก ใช้เวลาจากเช็คอินจนถึงตรวจคนเข้าเมือง เฉลี่ยจาก 45 นาทีเหลือ 30 นาที ส่วนขาเข้า จากตรวจคนเข้าเมือง ถึงรับกระเป๋า เวลาเฉลี่ยจาก 30 นาทีเหลือ 25 นาที”
@ตั้งเป้าขยายศักยภาพรับผู้โดยสาร 180 ล้านคนต่อปี ภายในปี 77
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม มอบนโยบายแก่ ทอท. ให้เร่งพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพการบริการ โดยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค (Hub Aviation) ทั้งด้านการขนถ่ายผู้โดยสารและสินค้าทางอากาศ ซึ่งจะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย ได้มาตรฐาน รองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น
ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการยกระดับประเทศสู่การเป็น "ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค" ปัจจุบันท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ภายใต้การดูแลขอ ทอท. ให้บริการผู้โดยสารกว่า 126 ล้านคนในปีที่ผ่านมา และกำลังเดินหน้าขยายขีดความสามารถสู่การรองรับผู้โดยสารที่ 180 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2577 โดยมีโครงการสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินคือ การขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ควบคู่ไปกับการศึกษาพัฒนาท่าอากาศยานภูมิภาคแห่งใหม่ คือ ท่าอากาศยานอันดามันและล้านนา
“ให้ทอท.ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการเดินทาง เป็นจุดเปลี่ยนเครื่องเมื่อต้อง Transit หรือ Transfer เพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศที่อยู่ในรัศมี 4-5 ชม.ต้องหาวิธีเพื่อดึงดูดนักเดินทาง สายการบิน รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวก ที่ครบถ้วน เพื่อสู่การเป็น Hub Aviation”
@เปิดแผนพัฒนา”สุวรรณภูมิ”ฉบับล่าสุดปี 2568 ทุ่ม 2.45 แสนล.ผุดอาคารทิศใต้
สำหรับโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิการ ล่าสุด จะมีการก่อสร้าง 2 โครงการหลักๆ ได้แก่
1.โครงการส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก (East Expansion) วงเงินลงทุน 13,520 ล้านบาท พื้นที่ประมาณ 81,000 ตร.ม. เพิ่มการรองรับผู้โดยสารอีก 15 ล้านคนต่อปีทำให้ขีดความสามารถรวมของสุวรรณภูมิเพิ่มจาก 60 ล้านคนเป็นไม่ต่ำกว่า 70 ล้านคนต่อปี คาดเปิดประมูลในปี 2570 ใช้ระยะเวลาการก่อสร้าง 48 เดือน (ต.ค. 2570- ก.ย. 2574)
โดยทอท.ได้มีหนังสือไปยังกระทรวงคมนาคม และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. ) เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2568 เสนอขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดจากนั้นจะเสนอ ครม. อนุมัติโครงการต่อไป โดยดําเนินการคู่ขนาน ไปกับการจัดทํา TOR สําหรับขันตอนการจัดหาผู้รับจ้างก่อสร้าง
2. โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ด้านทิศใต้ (South Terminal) ตามแผนแม่บทการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ฉบับปี 2568) เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารรวมเป็น 120 ล้านคนต่อปี โดยคณะกรรมการ ทอท. เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2568 มีมติเห็นชอบร่างแผนแม่บทการพัฒนา ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ฉบับปี 2568) และวันที่ 19 ม.ค.2569 ทอท. ได้มีหนังสือนําส่งร่างแผนแม่บทฯ เสนอ กระทรวงคมนาคม สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) หรือกพท. และ สศช. เพื่อพิจารณาก่อนเสนอ ครม. ตามขั้นตอนต่อไป
สำหรับการพัฒนาอาคารส่วนต่อขยายด้านทิศใต้ (South Terminal ) และทางวิ่งเส้นที่ 4 (รันเวย์ 4) ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกของสนามบิน วงเงินลงทุนรวม 245,369 ล้านบาท จะเพิ่มพื้นที่ให้บริการ 750,000 ตรม. รองรับผู้โดยสารที่ 55-60 ล้านคนต่อปี เพิ่มการรองรับปริมาณเที่ยวบินสูงสุด 120 เที่ยวบินต่อชั่วโมง แบ่งเป็นเฟสย่อย ได้แก่
เฟส 1 การปรับปรุงคุณภาพดิน และออกแบบอาคารกลุ่มแรก ปี 2570-2572
เฟส 2/1 ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลัก ด้านทิศใต้ และอาคารสนับสนุน งานระบบ APM สายพานลำเลียงกระเป๋า,ทางเข้าออกสนามบินด้านทิศใต้,สะพานทางยกระดับ ปี 2572-2576
เฟส2/2 ก่อสร้างรันเวย์เส้นที่4 และอาคารผู้โดยสารส่วนต่อขยาย ด้านทิศใต้ ปี 2572-2578
เฟส 3 ปรับปรุงตามทิศทางปริมาณผู้โดยสาร ในอนาคต
@ รื้อผังแม่บทใช้ประโยชน์พื้นที่ด้านใต้ เพิ่ม“MRO-คาร์โก้“
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า การพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิในด้านทิศใต้ ตามแผนเดิมจะมี 4 อาคาร แต่ปัจจุบันปรับเหลือ 3 อาคาร พัฒนาเป็นรูปตัว M ซึ่งยังคงศักยภาพ รองรับผู้โดยสารเท่ากับ 4 อาคาร โดยมี 81 หลุมจอดประชิดอาคารตามเดิม แต่จะสามารถเพิ่มความสะดวกการบริหารจัดการหลุมจอดและการนำเครื่องเข้าสู่แท็กซี่เวย์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้สายการบิน
โดยมีพื้นที่เพิ่มที่สามารถพัฒนาศูนย์ซ่อมอากาศ (MRO ) สำหรับเครื่องบินที่เข้ามาใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิ รวมไปถึงการรองรับสินค้า ซึ่งจะมีพื้นที่คาร์โก้รองรับด้วย ภาพรวมสำหรับแผนใหม่จะทำให้สนามบินสุวรรณภูมิได้ 120 ล้านคนต่อปี นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่เพิ่มสำหรับบริการเครื่องบินส่วนตัว และมีพื้นที่สำหรับกิจกรรมส่วนควบที่เทียบเท่าท่าอากาศยานชั้นนำและสนับสนุนให้เป็น Aviation Hub ได้อย่างแท้จริง
“ช่วง 2 ปีแรก จะเป็นการปรับปรุงคุณภาพดินและออกแบบอาคารกลุ่มแรกใช้วงเงินลงทุนประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ทอท.ประเมินใช้เงินลงทุนอย่างเมาะสม ถูกเวลา”
@ดอนเมืองเฟส 3 งบพุ่ง 6.9 หมื่นล้านบาท สร้างอาคารใหม่-ทางยกระดับแก้รถติด
3. โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 วงเงินลงทุน 69,285.415 ล้านบาท ขยายศักยภาพรองรับเป็น 40 ล้านคนต่อปี มีการพัฒนาอาคารหลังที่ 3 ขนาดพื้นที่ 208,000 ตร.ม. อาคารหลังที่ 1 พื้นที่ 112,000 ตร.ม. สาเหตุที่มีการขยายกรอบวงเงินลงทุนเดิมที่ 36,829.499 ล้านบาท เนื่องจากเมื่อสร้างอาคารหลังที่ 3 เสร็จ จะมีการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหลังที่1 และ 2 และปรับปรุงถนนด้านหน้า โดยจะเพิ่มถนนเชื่อมด้านหน้าอาคารที่ 1 และ3 และทำทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร รวมถึงมีอาคาร Junction Building เป็นจุดสำหรับรถขนส่งต่างๆ มีการจัดระบบการจราจรภายในสนามบินแยกรถ เชื่อมอาคาร 1 และอาคาร 3 ได้ชัดเจน แก้ปัญหาจราจรในพื้นที่ได้อย่างครบวงจร
ปัจจุบัน อยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดทําเอกสารประกวดราคา คู่ขนานไปกับการเสนอกระทรวงคมนาคม และสศช. และครม. ขออนุมัติการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของรายการ และขยายกรอบวงเงินลงทุนเดิมที่ 36,829.499 ล้านบาท คาดจะเปิดประมูล เริ่มก่อสร้าง ในปี 2571 แล้วเสร็จ เดือน ส.ค. 2577
4.โครงการท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 วงเงินลงทุน 16,000 ล้านบาท เพิ่มขีดความสามารถรองรับ 18 ล้านคนต่อปี มีขนาดพื้นที่ 120,000 ตร.ม. ปัจจุบันอยู่ระหว่างขันตอนการออกแบบ โดยดําเนินการคู่ขนานไปกับการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดเสนอครม.อนุมัติปี 2570 ใช้ระยะเวลาเวลาก่อสร้าง 51 เดือน (ก.ค. 2571- พ.ย. 2574 )
5.โครงการท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 วงเงินลงทุน 36,177 ล้านบาท เพิ่มขีดความสามารถรองรับ 20 ล้านคนต่อปี มีขนาดพื้นที่ 182,000 ตร.ม. ปัจจุบัน อยู่ระหว่าง จัดทํารายละเอียดโครงการ เพื่อเสนอคณะกรรมการฯ ทอท. พิจารณา และดําเนินการคู่ขนาน ไปกับการขออนุมัติการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อเสนอกระทรวงคมนาคม สศช. และ ครม. ใน ปี 2570 ใช้ระยะเวลาเวลาก่อสร้าง 83 เดือน (เม.ย.2571-ก.พ. 2577)
@ทุ่มอีกกว่า 2.2 แสนล้าน เดินหน้า 2 สนามบินใหม่
6.ท่าอากาศยานอันดามัน วงเงินลงทุน 100,630 ล้านบาท ขีดความสามารถรองรับผู้โดยสาร 40 ล้านคนต่อปีขนาดพื้นที่ 5,790 ไร่ ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 5 ปี
7.ท่าอากาศยานล้านนา วงเงินลงทุน 126,500 ล้านบาท ขีดความสามารถรองรับผู้โดยสาร 40 ล้านคนต่อปี ขนาดพื้นที่ 6,648 ไร่
ปัจจุบันทั้ง 2 โครงการ คณะกรรมการ ทอท. มีมติเห็นชอบ รายงานการศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มค่าในการลงทุน โครงการเบื้องต้นฯ เมื่อเดือน ธ.ค.2568 อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงคมนาคม และ กพท. ก่อนนําเสนอคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) พิจารณาเสนอ ครม. ตามขันตอนต่อไป
คาดเสนอครม.อนุมัติให้ ทอท. เป็นผู้รับผิดชอบโครงการท่าอากาศยานแห่งใหม่ช่วงปลายปี 2569 จากนั้นจะมีขั้นตอนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประมาณ 31 เดือน ขั้นตอนการออกแบบ ประมาณ 30 เดือน และขออนุมัติโครงการ และดำเนินการเวนคืนที่ดินอีกประมาณ 31 เดือน จึงจะเริ่มการก่อสร้าง
สำหรับท่าอากาศยานหาดใหญ่ มีปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณทางเข้า ในช่วงที่มีผู้โดยสารคับคั่ง ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการเดินทางเข้าสู่ ท่าอากาศยานและเกิดแถวคอยบริเวณทางแยก จะมีการปรับปรุงถนนขยายถนนบริเวณทางเข้า-ออก เป็น 3 ช่องจราจร เพิ่มจุดตรวจรักษาความปลอดภัยจํานวน 6 ช่องตรวจ (แบ่ง รถยนต์และ จักรยานยนต์ ) และเพิ่มพื้นที่แถวคอยสําหรับยานพาหนะที่ใช้บริการท่าอากาศยาน เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรและ รองรับการเติบโตของปริมาณผู้โดยสารในอนาคต ขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียด และประมาณราคาค่าก่อสร้าง คาดว่าจะดําเนินการปรับปรุงแล้วเสร็จ เดือนธ.ค.2570
นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงงานสถาปัตยกรรมและระบบประกอบอาคารของอาคารเอนกประสงค์ เพื่อรองรับผู้โดยสารในช่วงที่มีการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ , ปรับปรุงระบบเคาน์เตอร์เช็คอินและระบบสายพาน ให้เป็นระบบ In-Line Baggage Screening,งานระบบประกอบอาคารของพื้นที่โถงชัน 2 อาคารผู้โดยสารให้อยู่ในสภาพใหม่
ตามแผนการขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง และก่อสร้างสนามบินใหม่ 2 แห่ง คาดว่าจะใช้วงเงินลงทุนมากกว่า 6 แสนล้านบาท สามารถเพิ่มศักยภาพรองรับผู้โดยสารรวมได้กว่า 180 ล้านคนต่อปีภายในปี 2577 ซึ่งทอท.คาดว่าในช่วง 5 ปี (ปี 2569-2573) จะลงทุนประมาณ 8-9 หมื่นล้านบาท ไม่มีผลกระทบต่อสถานะการเงิน ซึ่งปัจจุบันมทีกระแสเงินสดประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี ประกอบกับทอท.ยืนยันว่า การปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) ระหว่างประเทศ จาก 730 บาท เป็น1,120 บาทต่อคน (เพิ่มขึ้น 390 บาท) ตั้งแต่ 20 มิ.ย. 2569 จะเป็นแหล่งรายได้หลักที่ ทอท.จะนำมาใช้ในการปรับปรุงพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถ ไม่จำเป็นต้องกู้เงิน !!!


