“เอกนัฏ”เล็งแก้กฎหมายหรือใช้พรก. เพื่อให้กองทุนฯอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพต่อ หลังพ.ร.บ.กองทุนน้ำมัน กำหนดยุติการชดเชยเชื้อเพลิงชีวภาพตั้งแต่ 24 ก.ย.นี้ หวังลดการพึ่งพาน้ำมันดิบและช่วยเกษตรกร ชี้โครงการแลนด์บริดจ์เสนอผุดคลังน้ำมันและระบบขนส่งทางท่อในโครงการแลนด์บริจด์ ชวนนักลงทุนมาเก็บน้ำมันในแลนด์บริดจ์ และเทรดซื้อขายน้ำมันในไทยด้วย รวมทั้งผลักดันเปิดเสรีกิจการไฟฟ้า
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในงานเสวนาวิชาการหัวข้อ “ฝ่าวิกฤตพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน: โอกาสหรือภาพลวง?” ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า วิกฤตพลังงานในปัจจุบันไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่เป็นโอกาสที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ ซึ่งประเทศไทยโชคดีมีโรงกลั่นฯ 6โรง กลั่นน้ำมันสำเร็จรูปได้เกินความต้องการใช้ประเทศจนบางผลิตภัณฑ์เหลือส่งออกในช่วงภาวะปกติ แต่ไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า90%ของความต้องการใช้ ขณะที่ผลิตน้ำมันดิบในประเทศต่ำกว่า10% ดังนั้นถึงเวลาที่ต้องพิจารณาเรื่องคลังสำรองน้ำมันดิบเชิงยุทธศาสตร์ ของประเทศ(Strategic Petroleum Reserve :SPR )ที่รัฐบาลจัดตั้งและบริหารจัดการ เพื่อให้มีน้ำมันสำรองไว้ใช้ในช่วงวิกฤตพลังงาน
ก่อนหน้านี้ กระทรวงพลังงานมีแนวคิดตั้งจัด SPR แต่ถูกปฏิเสธ เพราะไทยสามารถจัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางและแหล่งต่างๆได้ แต่เมื่อเกิดสงครามอิหร่านกับสหรัฐฯและอิสราเอล มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้น้ำมันและก๊าซฯที่เคยส่งออกจากตะวันออกกลางมายังภูมิภาคเอเชียไม่สามารถทำได้ และถ้าหากมีสงครามในแถบทะเลแดง จะยิ่งทำให้ไทยมีปัญหาการจัดหาแหล่งพลังงานมากขึ้น จึงต้องเริ่มคิดว่าไทยต้องมีสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์หรือไม่ แม้ว่าปัจจุบันภาคเอกชนทั้งโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7จะมีการสำรองน้ำมันตามกฎหมายก็ตาม แต่การมีสำรองน้ำมันของประเทศเอาไว้เพื่อรองรับวิกฤติพลังงานโลกก็เป็นสิ่งสำคัญ
เราต้องคิดโมเดลใหม่ที่น่าสนใจ เช่นโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ใช่มีระบบขนส่งทางบก”ถนนและราง”แต่ต้องมีคลังเก็บน้ำมันและการขนส่งน้ำมันทางท่อ แทนที่จะไปสิงคโปร์ก็ให้มาอยู่ที่ประเทศไทย เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ก็มาเก็บน้ำมันที่ไทยแทน ทำอย่างไรให้เกิดการซื้อขายน้ำสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และนับเป็นการสำรองน้ำมันของบ้านเราก็ได้
นายเอกนัฏ กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพทั้งไบโอดีเซลและเอทานอล แม้ว่าจะมีราคาแพงแต่ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบ โดยเพิ่มสัดส่วนผสมเชื้อเพลิงชีวภาพในน้ำมันดีเซลและเบนซินมากขึ้น เช่น ดีเซลB20 น้ำมันแก๊สโซฮอล์E20 และE85 ซึ่งมีกองทุนน้ำมันฯชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพอยู่ แต่เนื่องจากพ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 กำหนดให้ยุติการชดเชยราคาเชื้อเพลิงชีวภาพทั้งไบโอดีเซลและแก๊สโซฮอล์ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเกษตรกร
ดังนั้น กระทรวงฯเตรียมพิจารณาแก้กฎหมาย จากวิกฤติพลังงานในปัจจุบัน มีอำนาจกฎหมายพ.ร.ก.อยู่ ซึ่งสามารถทำได้ในการส่งเสริมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพต่อไป ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศแล้วยังช่วยเหลือภาคเกษตรกร ทำให้ประเทศไทยยืนด้วยขาของตนเองให้ได้ภายใต้สภาวะวิกฤติพลังงานโลก
นอกจากนี้ ประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นกลไกสำคัญในการลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)ที่มีราคาแพงมาผลิตไฟฟ้า โดยรัฐบาลส่งเสริมการเข้าถึงพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม ลดกฎระเบียบขั้นตอนที่ไม่จำเป็นการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) และจะมาตรการทางการเงินปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปผลิตไฟฟ้าใช้เอง และหากมีไฟฟ้าเหลือก็ขายคืนให้การไฟฟ้าในราคา 2.20 บาท/หน่วย
หากประชาชนไม่ต้องการลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ก็สามารถให้การไฟฟ้าจำหน่ายท้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เป็นผู้ลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แล้วได้ใช้ไฟในราคาถูก เป็นต้น
พร้อมกันนี้ ยังได้ผลักดันแนวทางการเปิดเสรีกิจการไฟฟ้า เพื่อเพิ่มทางเลือกและประสิทธิภาพในการจัดหาพลังงาน รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050


