เวทีแผนธุรกิจระดับนานาชาติที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย กลับมาอีกครั้ง พร้อมสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่เมื่อโลกธุรกิจหมุนเร็วกว่าที่เคย และ AI กำลังเปลี่ยนกติกาการแข่งขันในทุกอุตสาหกรรม สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC กลับมาจัดการแข่งขัน Bangkok Business Challenge 2026’s ภายใต้แนวคิด Growing Impactful Ventures: Building Solutions for Tomorrow's World ซึ่งยืนหยัดเป็นเวทีการแข่งขันแผนธุรกิจสตาร์ตอัประดับนักศึกษาที่จัดต่อเนื่องยาวนานที่สุดในเอเชีย วันนี้เราพาทุกท่านไปพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงทั้ง 2 องค์กร ถึงวิสัยทัศน์ที่อยู่เบื้องหลังเวทีอันทรงพลังแห่งนี้
ศาสตราจารย์ ดร. เอียน เฟนวิค ผู้อำนวยการสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ อธิบายว่า สิ่งที่ทำให้ การแข่งขัน Bangkok Business Challenge 2026 โดดเด่นกว่าเวทีอื่นในระดับสากล คือการยึดมั่นใน Strategic Positioning ที่ชัดเจนว่า "Global Reputation Regional Expertise" เวทีนี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่ความคิดสร้างสรรค์บนกระดาษ แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างผลกระทบที่จับต้องได้จริง ผ่านการเปิดรับนิสิตนักศึกษาจากทั่วทุกภูมิภาคของโลก ให้ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในประเด็นด้านความยั่งยืนและการพัฒนาโซลูชันสำหรับอนาคต พร้อมเสริมความพร้อมในการระดมทุนจริงซึ่งทำให้ผู้เข้าแข่งขันได้สัมผัสประสบการณ์ที่ใกล้เคียงโลกธุรกิจมากที่สุด
นอกจากนี้ผู้เข้าแข่งขันยังได้เป็นส่วนหนึ่งของ Global Innovation Ecosystem ตั้งแต่การได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า โอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ไปจนถึงการทำงานร่วมกับทีมที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรม เพราะในโลกที่เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ การทำงานข้ามวัฒนธรรมคือทักษะที่ผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ขาดไม่ได้
ในมุมมองของ ศาสตราจารย์ ดร. เอียน เฟนวิค กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนธุรกิจสำหรับโลกในอนาคตต้องไม่ใช่เพียงนวัตกรรม แต่ต้องมีความรับผิดชอบ ปรับตัวได้ และเติบโตได้อย่างยั่งยืน ในยุคที่ AI และ Intelligent Agents สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่การแทนที่มนุษย์ด้วย AI แต่คือการคิดอย่างมีวิจารณญาณในการนำเทคโนโลยีมาใช้ บทบาทของมนุษย์ในด้านการตัดสินใจ จริยธรรม และเจตนารมณ์ ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
"เราต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่มีต่อสังคม พร้อมทั้งกล้าคิดอย่างเป็นอิสระและลงมือทำอย่างมีเป้าหมาย สิ่งเหล่านี้ควรมีอยู่ในทุกแผนธุรกิจ" ศาสตราจารย์ ดร. เอียน เฟนวิค กล่าวสรุป
ด้าน ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการและนวัตกรรม SCGC เปิดเผยว่า บทบาทของ SCGC ในปีนี้ก้าวข้ามการเป็นเพียงผู้สนับสนุนหลัก โดยวางตัวเป็น "Catalyst" ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ตอัปใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมจริง การทำหน้าที่ตัวกลางใน Scale-up นวัตกรรม โดยเฉพาะด้าน Green Innovation และวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยน "ไอเดียบนกระดาษ" ให้กลายเป็น Real Impact เพราะในยุคนี้ความสำเร็จไม่ได้วัดที่ยอดผู้ใช้งาน แต่วัดที่ผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ตลอดกว่า 1 ทศวรรษที่ผ่านมา SCGC ยืนหยัดสนับสนุนเวทีนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อมั่นในพลังของคนรุ่นใหม่ที่เป็น Agent of Change ผู้ที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดอนาคตของโลก ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI เราต้องการเห็นโมเดลธุรกิจที่เปลี่ยนนิยามจาก "Growth at all costs" มาเป็นการสร้าง Positive Impact ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม นวัตกรรมที่ SCGC มองหาต้องมีความ Self-Sustainable ลดการพึ่งพาทรัพยากรจากภายนอก และสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งจากภายใน มีความยืดหยุ่น และพร้อมแก้ปัญหาโครงสร้างของโลกได้อย่างยั่งยืน
สำหรับเป้าหมายหลังการแข่งขัน ดร.สุรชา ย้ำว่า SCGC ไม่ได้มองหาแค่ไอเดีย แต่กำลังเฟ้นหา Strategic Partners ที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่ความร่วมมือทางธุรกิจจริง โดยเฉพาะแผนธุรกิจที่นำ AI มาบูรณาการแก้ปัญหาระดับโลก ในด้าน Green Polymer เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และนวัตกรรมที่แก้วิกฤตพลังงาน ซึ่งล้วนสอดคล้องกับทิศทางธุรกิจหลักของ SCGC
"ความร่วมมือหลังการแข่งขันคือโอกาสสำคัญในการสร้าง New S-Curve เราพร้อมทำหน้าที่เป็น Catalyst ช่วย Scale-up นวัตกรรมให้กลายเป็นธุรกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง และก้าวขึ้นเป็น Niche Leader ในระดับโลก" ดร.สุรชา กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม หรือสอบถามได้ทาง Facebook page: Bangkok Business Challenge หรืออีเมล bbc@sasin.edu


