xs
xsm
sm
md
lg

นโยบาย“พิพัฒน์”เร่ง สนข. เริ่มใช้”ตั๋วร่วม”ในปี 70 -เดินหน้า”แลนด์บริดจ์”ผุดมอเตอร์เวย์ทางน้ำ เชื่อมภาคเหนือสู่อ่าวไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“พิพัฒน์”มอบนโยบาย สนข. เร่งผลักดัน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม เริ่มใช้กับระบบรางในปี 70 และชงครม.เคาะพ.ร.บ.TOD เปิดช่องพื้นที่รอบสถานีรถไฟ พร้อมเดินหน้า” แลนด์บริดจ์”ให้เป็นรูปธรรม ตั้งงบ 70 ศึกษา ไอเดียพัฒนามอเตอร์เวย์ทางน้ำ (MMR) เชื่อมการขนส่งภาคเหนือสู่อ่าวไทย

วันที่ 29 เม.ย. 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ว่า สนข. ซึ่งเปรียบเสมือน “คลังสมอง” ของกระทรวงคมนาคม และเป็นหน่วยงานที่จะต้องเป็นหลักในการกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนการพัฒนาระบบคมนาคมของประเทศไทย ทำหน้าที่ศึกษาและจัดทำนโยบายและแผนพร้อมสรุปข้อมูลโครงการสำคัญต่าง ๆ ซึ่ง สนข. เป็นผู้ที่รู้ลึกและเข้าถึงแก่นแท้ของงานอย่างแท้จริง สำหรับการมอบนโยบายในครั้งนี้ มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยแบ่งแผนการดำเนินงานออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่

1. นโยบายลดภาระค่าครองชีพด้วย พ.ร.บ. ตั๋วร่วม โดยกระทรวงคมนาคมมุ่งเน้นการแก้ปัญหา
ปากท้องของประชาชน โดยเร่งผลักดัน พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 เพื่อลดภาระ
ค่าโดยสาร กำหนดอัตราค่าโดยสารที่เป็นธรรมต่อทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ โดยต้องไม่สร้างภาระทางการเงินแก่รัฐ โดยเริ่มระบบตั๋วร่วมกับระบบรางภายในต้นปี 2570 จากนั้นขยายไปยังรถเมล์ และขนส่งทางน้ำ ต่อไป

2. นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลักดันโครงการ Landbridge ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับ
การเร่งเสนอ ร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนมิถุนายน 2569 นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ สนข. ศึกษาโปรเจกต์ใหม่ คือ การพัฒนามอเตอร์เวย์ทางน้ำเชื่อมภาคเหนือสู่อ่าวไทย (MMR) เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางน้ำของประเทศ และ ได้นำบทเรียนจากการกำกับดูแลเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มาใช้ในการพัฒนา SEC และ Landbridge โดยเน้นย้ำว่า การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานต้อง ตอบโจทย์และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเป็นอันดับแรก และต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าในการลงทุนของภาคเอกชน เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้จริง

3. นโยบายการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยวางแผนเตรียมเสนอ ร่าง พ.ร.บ. การพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD) ต่อ ครม. เพื่อกระจายความเจริญสู่ระดับพื้นที่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบ Feeder (ระบบขนส่งรอง) เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางทุกระบบ (บก-ราง-น้ำ-อากาศ) เข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ เพื่อเร่งแก้ปัญหาจราจรในหัวเมืองใหญ่ ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ สงขลา ขอนแก่น และอุบลราชธานี พร้อมนำ เทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart Technology) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้บริหารจัดการจราจรในพื้นที่วิกฤต เช่น กรุงเทพมหานคร และท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อความสะดวกสบายสูงสุดของประชาชน


นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า สนข. จะเร่งรัดดำเนินการขับเคลื่อนนโยบาย ในระยะเร่งด่วน ขยายผล พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 โดยเสนอกฎหมายลำดับรอง 20 ฉบับภายในเดือนมิถุนายน 2569 รวมทั้งจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมให้แล้วเสร็จ และสามารถใช้ตั๋วร่วมกับรถไฟฟ้าทุกสายภายในปี 2570 รวมทั้ง จะเสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC) ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนมิถุนายน 2569 และบูรณาการและเร่งรัดดำเนินการออกแบบและรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA และ EHIA) ร่วมกับกรมทางหลวง (ทล.) และ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2570 เพื่อให้ได้ผู้ลงทุนโครงการ Landbridge และเริ่มดำเนินการก่อสร้างระยะที่ 1 ให้ได้ภายในปี 2573

นอกจากนี้ สนข. จะเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณในปี 2570 เพื่อศึกษาความเหมาะสมและรูปแบบการลงทุนของโครงการการพัฒนามอเตอร์เวย์ทางน้ำเชื่อมภาคเหนือสู่อ่าวไทย (MMR1) คาดว่าจะสามารถนำเสนอผลการศึกษาฯ ต่อกระทรวงคมนาคม ก่อนเสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบภายในปี 2573

ทั้งนี้ สนข. จะปฏิบัติภารกิจและทำหน้าที่ในการเสนอแนะนโยบายและจัดทำแผนยุทธศาสตร์แผนแม่บท แผนงานต่างๆ ด้านการขนส่งและจราจร ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ รวมทั้ง “ผลักดันนโยบายของกระทรวงคมนาคม และนโยบายของรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม” ให้สมกับการเป็น “คลังสมอง” ของกระทรวงคมนาคมและเป็น “องค์กรนำในการกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนการพัฒนาระบบคมนาคมของไทย” ต่อไป