SCC เผยรายได้จากการขายในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 123,327 ล้านบาท ลดลง 1%จากงวดเดียวกันปีก่อน แต่มีกำไรสุทธิ 6,223 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 466% มาจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือของเอสซีจี เคมิคอลส์
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้จากการขาย 123,327 ล้านบาท ลดลง 1% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และลดลง 2% จากไตรมาสก่อน โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6,223 ล้านบาท เพิ่ม 466% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
โดยมี Reported EBITDA ที่ 17,499 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 160% จากไตรมาสก่อน
สาเหตุหลักมาจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือของเอสซีจี เคมิคอลส์ และปัจจัยฤดูกาลของสินค้าซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ประกอบกับในไตรมาสก่อนมีค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างการดำเนินงานและธุรกิจ
ทั้งนี้ รายได้จากการขายในไตรมาส 1/2569 ลดลง 1% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มาจากยอดขายของเอสซีจีพี เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และเอสซีจีดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล ในขณะที่ยอดขายของเอสซีจี เคมิคอลส์เพิ่มขึ้น ส่วนกำไรสำหรับงวด เพิ่มขึ้น 466% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก Reported EBITDA ที่เพิ่มขึ้น
ภาพรวมไตรมาส 1/2569 บริษัทเดินหน้าปรับแผนธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลก ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลต่อราคาและความมั่นคงของแหล่งพลังงาน โดยมุ่งเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงาน ควบคู่กับการสร้างโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก (Alternative Fuel) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนในระยะยาวเช่น พลังงานชีวมวล วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและเชื้อเพลิงจากขยะ (RDF) รวมถึงการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) อย่างยั่งยืนในไตรมาสที่ 1/2569 เอสซีจีใช้เชื้อเพลิงทางเลือกคิดเป็น 22.3% ของพลังงานความร้อนทั้งหมดในทุกธุรกิจ และ 29.97% สำหรับธุรกิจซีเมนต์ในประเทศไทย
ส่วนการดำเนินงานของ SCGC นั้น ด้านการจัดหาวัตถุดิบ บริษัทให้ความสำคัญต่อการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง (Non‑Middle East) อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การดำเนินงานของโรงงาน MOC (ประเทศไทย) อัตราการเดินเครื่องยังอยู่ในระดับสูง โดยสามารถจัดหาวัตถุดิบและดำเนินการผลิตได้ถึงเดือนกรกฎาคม 2569 เป็นอย่างน้อย ส่วนโรงงาน ROC (ประเทศไทย) อยู่ระหว่างการประเมินการกลับมาเดินเครื่อง (อยู่ในสถานะ Standby เพื่อเตรียมพร้อมกลับมาผลิตได้ทันที) ส่วนโรงงาน LSP (เวียดนาม) หยุดเดินเครื่องในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งในระหว่างนี้ โรงงาน LSP จะดำเนินงานด้านการบำรุงรักษาเครื่องจักร และเตรียมความพร้อมสำหรับการปรับเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบอีเทนในโครงการ LSPE อย่างไรก็ตามบริษัทจะเร่งดำเนินการโครงการอีเทนของโรงงาน LSP ที่เวียดนาม โดยมีความคืบหน้าของการก่อสร้างถังเก็บอีเทน ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จกว่า 54% เพื่อที่จะเดินโรงงานได้ตอนปลายปี 2570


