ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง หลังจากเรือ USS Spruance ซึ่งเป็นเรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ยิงเรือบรรทุกสินค้าติดธงอิหร่านลำหนึ่งในอ่าวโอมาน จนทำให้เรือได้รับความเสียหายและใช้การไม่ได้ ทำให้กองบัญชาการทหารสูงสุดร่วมของอิหร่าน ยันพร้อมตอบโต้สหรัฐฯ มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งและส่งสัญญาณปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพรอบที่สองกับสหรัฐฯ ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไปอย่างไม่มีกำหนดตามคำขอของผู้นำปากีสถาน เพื่อหวังเปิดทางให้การเจรจาสันติภาพรอบสองดำเนินต่อไป
จากความไม่แน่นอนดังกล่าว รวมกับความกังวลเรื่องการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวขึ้น โดยราคาปิด ณ วันที่ 21 เมษายน สัญญาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 2.52 ดอลลาร์ อยู่ที่ 92.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Brent เพิ่มขึ้น 5.10 ดอลลาร์ ปิดที่ 95.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ Dubai ปรับลดลง 4.23 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 94.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ปรับลดลงต่อเนื่อง
นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซในเวลาถัดมา ปิดเส้นทางการขนส่งพลังงานทั้งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจนต้องหยุดชะงักไป ทำให้ประเทศในแถบเอเชียเดือดร้อนหนักจากการขาดแคลนพลังงาน ต้องดิ้นรนจัดหาพลังงานจากแหล่งอื่นแทน ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซฯดีดตัวเพิ่มขึ้น
ขณะที่ไทยก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่โชคดีกว่าอีกหลายประเทศ เนื่องจากไทยมีแหล่งปิโตรเลียมเองในอ่าวไทย แหล่งเจดีเอไทย-มาเลเซียรวมทั้งนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมา ช่วยลดการพึ่งพาก๊าซฯนำเข้าได้รับระดับหนึ่ง ขณะที่น้ำมันดิบไทยต้องพึ่งพานำเข้าจากต่างประเทศมากถึง 90%ของความต้องการใช้ หรือเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อไม่สามารถนำเข้าจากตะวันออกกลาง ได้ก็ต้องหันไปนำเข้าที่แอฟริกา อเมริกา มาเลเซีย ฯลฯ
ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 22 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 112 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 25 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 39 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 23 วัน ส่วนการผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 - 20 เมษายน 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 79.47 ล้านลิตรต่อวัน และจำหน่าย 51.48 ล้านลิตรต่อวัน
ขณะที่ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นจากค่าขนส่ง ค่าประกันภัย War Premium ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มสูงขึ้นตาม แต่ก็ต่ำกว่าประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 47.66 - 87.06 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 41.70 บาทต่อลิตร ขณะที่ อินโดนีเซีย กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.25 – 117.76 บาทต่อลิตร ทำให้มีการลักลอบส่งออกน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้านในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีกฎหมายห้ามส่งออกน้ำมันก็ตาม
โดยช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มลดลงอย่างต่อเนื่องรวม 4 ครั้ง คิดเป็นเงินจำนวน 8.84 บาทแล้ว ส่วนหนึ่งมาจากราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ปรับตัวลดลงและปรับราคาหน้าโรงกลั่น
อย่างไรก็ดี กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 22 เมษายน 2569 ยังอุดหนุนน้ำมันดีเซล B7อยู่ที่ 0.53 บาทต่อลิตรและดีเซล B20ลิตรละ 7.41 บาท ขณะที่เบนซินถูกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ 11.16 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 3.80บาท ส่วนฐานะกองทุนน้ำมันติดลบราว 6.2 หมื่นล้านบาท
จากราคาพลังงานที่ผันผวน ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ต้นทุนสินค้าทยอยปรับขึ้นราคาหลังจากค่าขนส่งปรับตัวเพิ่มตามราคาน้ำมันดีเซล แม้ว่าราคาน้ำมันดีเซล B7จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 41.70 บาทต่อลิตร (เมื่อวันที่ 22เม.ย.) จากที่ราคาพุ่งทะลุ 50.54 บาทต่อลิตรเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 แต่ก็ยังสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลางที่ไม่ต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร
23เม.ย.ลดราคาหน้าโรงกลั่นรอบ2
ทันทีที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธ์ุ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานก็เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569โดยมีตัวแทนโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 โรงมาหารือแนวทางการกดราคาน้ำมันดีเซลลงมา ก่อนทุบโต๊ะใช้อำนาจตามพระราชกำหนด แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 สั่งลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล B7 และB20 ลง 2 บาท/ลิตร เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกที่มีการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.นี้ โดยนำไปลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มลง 2.14บาทต่อลิตร ทำให้ราคาดีเซล B7 อยู่ที่ 48.40 บาท และดีเซล B20 ลิตรละ 43.40 บาทเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569
การปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซลที่ 2บาท/ลิตร ทางกบง. นำข้อมูลค่าการกลั่นเดือนมีนาคม 2569 พบว่าสูงผิดปกติเฉลี่ย 7.50 บาทต่อลิตร เมื่อเทียบค่าการกลั่นปกติที่ 2 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นการคำนวนอ้างอิงกลไกตลาดสิงคโปร์บวกพรีเมียม ก่อนเป็นราคาหน้าโรงกลั่น โดยราคาน้ำมันดีเซลมีราคาสูงมากเมื่อเทียบราคาน้ำมันดิบ จึงเป็นกึ่งกลไกตลาด และขอ discount ราคาหน้าโรงกลั่นลง 2บาทต่อลิตร หรือเรียกว่า สิงคโปร์ discount โดยไม่ทำให้โรงกลั่นน้ำมันขาดทุน แต่รายได้ลดลงบ้าง
นายเอกนัฏ เตรียมประชุมกบง. ในวันที่ 23 เมษายนนี้ เพื่อพิจารณาปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นใหม่ คาดว่าจะลดได้มากกว่า 2 บาทต่อลิตร เนื่องจากค่าการกลั่นช่วงวันที่ 1-15 เมษายน 2569 สูงผิดปกติเฉลี่ย 15 บาทต่อลิตร ซึ่งส่วนลดดังกล่าวจะใช้ในการลดราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊ม และอีกส่วนนำเงินชดเชยการขาดทุนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันฐานะกองทุนฯติดลบ 6.2หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ดี มีการประเมินว่า ค่าการกลั่นในช่วงวันที่ 1-15 เมษายน 2569 ที่สูงถึง 15บาทต่อลิตร คาดว่าจะปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นลง 4 บาทต่อลิตร
น้ำมันดิบพุ่ง-ปตท.แบกภาระต้นทุนสภาพคล่องเพิ่ม
ตลอดระยะเวลากว่า 1เดือนที่เกิดความไม่สงบในตะวันออกกลาง ปตท.ตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบในช่วงวิกฤต ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดโลกตึงตัวและมีความต้องการเพิ่มขึ้นราคาน้ำมันดิบสูงถึง 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็จำเป็นต้องซื้อในราคาที่สูงกว่าปกติ เพื่อประกันความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ โดยปตท.ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงขาดทุนในระยะสั้น เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงในภายหลัง โดยประเมินมูลค่าผลกระทบอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท
นอกจากนี้กลุ่ม ปตท.ต้องรับภาระด้านสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นประกอบด้วย หลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท ,เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท , เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท รวมภาระสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นกว่า 230,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึงกว่า 7,000 ล้านบาท ซึ่งต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้น ปตท.จะแบกรับภาระโดยไม่ได้ส่งผ่านไปในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค
เดิมปตท.มีน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้จัดหาล่วงหน้าและบรรทุกอยู่บนเรือ Serifos ปริมาณ 2 ล้านบาร์เรล ซึ่งติดค้างบริเวณท่าเรือชาร์จาห์ (Sharjah Ports) ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2569 แต่เมื่อมีการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวสามารถออกเดินทางได้ คาดว่าจะถึงประเทศไทยในวันที่ 21 เมษายน 2569
เช่นเดียวกับบมจ.ปูนซิเมนต์ไทยหรือ SCC แจ้งว่า เรือขนส่งวัตถุดิบ (แนฟทา) จำนวน 1 ลำ จากทั้งหมด 2 ลำ ซึ่งติดค้างอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซได้เดินทางออกมาอย่างปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อย
สำหรับเรือขนส่งวัตถุดิบลำที่ 2 ขณะนี้ บริษัทเดินเรือกำลังประเมินสถานการณ์ เนื่องจากในพื้นที่ยังมีความอ่อนไหว ซึ่งSCC มีการจัดหาวัตถุดิบแนฟทาจากแหล่งอื่นๆแทนการนำเข้าจากตะวันออกกลาง ทำให้บริษัทมีวัตถุดิบเพียงพอในการผลิตเม็ดพลาสติกมากกว่า 1 เดือนหลังจากเรือขนส่งแนฟทา 5.5หมื่นตันลำแรกที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาถึงไทยในราวต้นเดือนพฤษภาคมนี้ โดยยอมรับว่าจะยังปิดโรงงานระยอง โอเลฟินส์ (ROC)ชั่วคราวต่อไป จนกว่าสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางจะคลี่คลาย
ชงครม.รื้อโครงสร้างค่าไฟ
ระเบิดเวลาอีกลูกหนึ่งที่รอนายเอกนัฏ รมว.พลังงาน แก้ไขเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อปากท้องชาวบ้าน คือ อัตราค่าไฟฟ้างวดใหม่ช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 ที่ต้องเคาะอัตราค่าไฟใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)มีมติเห็นชอบค่าไฟฟ้างวดใหม่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เพิ่มขึ้น 7สตางค์ต่อหน่วยจากปัจจุบันที่เรียกเก็บอยู่ 3.88 บาทต่อหน่วย เป็นผลจากการปรับขึ้นค่า Ft (ค่าเชื้อเพลิง) โดยไม่มีชำระหนี้ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และยังดึงเงินส่วนเกินจากการลงทุน หรือ Clawback ของ 3 การไฟฟ้าจำนวน 9พันล้านบาทมาอุดหนุน
ขณะที่นายเอกนัฏ จ่อรื้อโครงสร้างค่าไฟ โดยกำหนดอัตราไฟฟ้า แบบขั้นบันได “ใครใช้ไฟฟ้ามากจ่ายแพง ใครใช้ไฟฟ้าน้อยจ่ายถูกลง” เบื้องต้นคาดว่าจะอุ้มผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน คิดเป็นสัดส่วน70%ของผู้ใช้ไฟฟ้ารวม จ่ายค่าไฟที่ถูกลง เดิมเคยกำหนดอยู่ที่ 3บาทต่อหน่วย ส่วนผู้ใช้ไฟยิ่งมาก ก็ต้องยิ่งจ่ายค่าไฟในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อต้องการลดภาระให้เฉพาะกลุ่ม และยังช่วยให้ประชาชนประหยัดการใช้ไฟฟ้าด้วย คาดว่าจะเสรอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในสัปดาห์หน้า
ปัญหาค่าไฟฟ้าแพง มาจากการการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฯมากเกินไป โดยนับวันไทยต้องนำเข้าLNGจากต่างประเทศโดยเฉพาะในตะวันออกกลาง เมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ต้องจัดหาLNGจากแหล่งอื่นๆที่มีราคาสูงแทน
ดังนั้น รัฐบาลจึงผลักดันมาตรการที่ทำได้ทันทีเพื่อลดภาระประชาชน คือการส่งเสริมการติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop)ลดหย่อนภาษีได้ตามจริงสูงสุด 2แสนบาทสำหรับประชาชน ขณะเดียวกันเพื่อให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ง่ายขึ้น ลดขั้นตอนต่างๆ ในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ การซื้อไฟคืน (net metering) และการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟ (Demand Response) ผ่านเทคโนโลยีมิเตอร์อัจฉริยะ ซึ่งจะการวางเงื่อนไข กฎเกณฑ์ก่อนที่จะเสนอครม.ต่อไป


