ผู้จัดการรายวัน 360 – “ฟาร์มเฮ้าส์” ยันยังไม่ขึ้นราคาขนมปัง แม้ต้องทนสู้แบกต้นทุนที่พุ่ง จากพิษสงคราม และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่หันมาปรับกลยุทธ์ ปรับแผนธุรกิจ พร้อมทั้งทบทวนเป้าเติบโตปีนี้ใหม่ ลุยลงทุนต่อเนื่อง ทั้งรถอีวี โซล่าร์ และโรงโม่แป้ง
นายอภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เพรซิเดนท์เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ตลาดรวมขนมปังค่อนข้างไปได้ดี ยอดขายก็มีการเติบโตน่าพอใจ แต่เมื่อเกิดภาวะสงครามตะวันออกกลางเมื่อต้นเดือนมีนาคม ส่งผลกระทบต่อตลาดขนมปังและภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมาก แต่บริษัทฯยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายปรับราคาขึ้นในช่วงนี้
“ ตอนนี้ค่าครองชีพผู้บริโภคก็สูงขึ้น 5-10% คนก็ต้องปรับตัว ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซึ่งสินค้าของเราก็ไม่ได้แพงมาก และเป็นอาหารที่เป็นสิ่งจำเป็น เราก็ต้องช่วยหลือผู้บริโภคให้ถึงที่สุด แม้ต้นทุนสูงขึ้นมาก เพราะราคาน้ำมันขยับขึ้นรุนแรงมาก ราคาไม่ต่ำกว่า 50 บาทต่อลิตร แต่ตอนนี้ก็ยังพอถือว่าลดลงมาบ้างแล้ว หวังว่า รัฐบาลจะคุมราคาน้ำมันไม่ให้ราคาขึ้นจนเกิดอาการช็อกอีก”
เขายอมรับว่า ภาวะที่เป็นอยู่ตอนนี้รุนแรงอย่างมาก ตั้งแต่สงครามไทยกัมพูชา ยอดขายเราก็หายเดือนละ 10 ล้านบาท พอเจอสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด อะไรไม่เคยเจอก็เจอ น้ำท่วมหาดใหญ่ก็หนักเหมือนกัน ปัญหามีมาไม่หยุด
อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบล่าสุดครั้ืงนี้ บริษัทต้องทำการปรับเป้าหมายรายได้เติบโตใหม่ คาดว่าจะสรุปในเร็วๆนี้ และต้องปรับแผนการตลาด ปรับแผนการลงทุน ปรับกลยุทธ์ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่แพงและหายาก แต่หากสถานการณ์ไม่หนักมากไปกว่านี้ีแล้ว ก็ยังคงสามารถบริหารจัดการได้ ซึ่งเป้าหมายเดิมตั้งไว้ว่าปีนี้จะเติบโต 5%-10% จากรายได้รวมปีที่แล้วที่มีประมาณ 7 พันกว่าล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การเติบโตในช่วงหลัง โดยเฉพาะหลังโควิด-19 เริ่มชะลอตัว ขณะที่ผลประกอบการปีล่าสุดสะท้อนแรงกดดันชัดเจน จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอน ฟาร์มเฮ้าส์เลือกใช้กลยุทธ์ลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงให้ธุรกิจ
นายอภิเศรษฐ กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นถึง 40-50% ส่งผลโดยตรงต่อค่าขนส่ง ขณะที่ราคาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะฟิล์มห่อสินค้า ปรับขึ้นเฉลี่ย 20-30% และบางรายการสูงถึง 100% และยังหายากด้วย แลเะวัตถุดิบก็ต้องใช้เวลานานในการจัดส่ง ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้นราว 3-5% อย่างไรก็ตาม ฟาร์มเฮ้าส์เลือกใช้วิธีบริหารจัดการภายในแทนการผลักภาระไปยังผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การปรับเส้นทางโลจิสติกส์ การวางแผนการตลาด รวมถึงการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว
ทั้งนี้แผนการลงทุนที่วางไว้เดิมในปีนี้ เช่น การลงทุนสร้างโรงโม่แป้งสาลี มูลค่า 1,000-1,200 ล้านบาท ในพื้นที่บางปะกง ซึ่งจะช่วยให้บริษัทควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคานำเข้า โดยคาดว่าจะเปิดดำเนินการในปี 2571 จะเริ่มก่อสร้างในปีนี้
ในด้านพลังงาน บริษัทเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ผ่านการเพิ่มจำนวนรถขนส่งไฟฟ้า (EV) จาก 46 คัน เป็น 100 คันภายในปีนี้ คาดว่าลงทุนประมาณ 50 ล้านบาท พร้อมติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงงานและศูนย์กระจายสินค้าที่บางชัน ลงทุนรประมาณ 30 ล้านบาท เพื่อลดต้นทุนในระยะยาว
อีกทั้งยังมีการลงทุนด้านไลน์การผลิตใหม่อีก เพื่อเพิ่มศักยภาพกาารผลิต ซึ่งปกติจะมีการวางสินค้าใหม่สู่ตลาดเฉลี่ย2-3 รายการต่อเดือน ขณะเดียวกันบริษัทก็ปรับตัวด้วยการออกสินค้าใหม่เฉลี่ยเดือนละ 1-2 รายการ และปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลง เพื่อสอดรับกับโครงสร้างครอบครั วที่เล็กลงในเชิงโครงสร้าง ฟาร์มเฮ้าส์เติบโตจากผู้ผลิตขนมปังสู่ธุรกิจที่มีความหลากหลาย ปัจจุบันมีโรงงาน 3 แห่ง กำลังการผลิตรวม 250 ตันต่อวัน ศูนย์กระจายสินค้า 51 แห่ง และรถขนส่งกว่า 1,200 คัน ธุรกิจยังขยายไปสู่ร้านแซนด์วิชกว่า 10,000 ราย ร้าน Deliya ที่มีราว 20 สาขา รวมถึงแบรนด์อื่นอย่าง Madame Marco และ Saboten ที่ต้องเผชิญการแข่งขันสูงในตลาดอาหารและเครื่องดื่ม
นายอภิเศรษฐ มองว่า แม้ว่าตลาดรวมขนมปังใมไทยจะมีมูลค่าประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาท ช่วงหลังที่เกิดเหตุการณ์หลายอย่างส่งผลกระทบตลาด ก็ยังมีการเติบโตบ้างแต่อาจจะไม่มากเหมือนในอดีต แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าตลาดขนมปังในไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากในระยะยาว เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคขนมปังของคนไทยยังน้อยมาก ยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ โดยคนไทยบริโภคขนมปังน้อยกว่ามาเลเซียราว 2 เท่า และน้อยกว่าญี่ปุ่นถึง 5 เท่า ช่องว่างดังกล่าวสะท้อน “โอกาส” ในการเติบโตของตลาดในระยะยาว
อีกโมเดลที่น่าสนใจคือ ฟาร์มเฮ้าส์กำลังขยับบทบาทของตัวเองจากผู้ผลิตสินค้า ไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มสร้างรายได้” ให้กับคนตัวเล็ก ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรายย่อยมากกว่า 10,000 ราย ที่นำผลิตภัณฑ์ของฟาร์มเฮ้าส์ไปต่อยอด เช่น การทำแซนด์วิชจำหน่าย ซึ่งหลายรายสามารถสร้างรายได้มั่นคงในระดับที่เลี้ยงดูครอบครัวหรือส่งบุตรหลานเรียนได้
กำลังถูกพัฒนาเป็น “กลยุทธ์หลัก” ขององค์กร ผ่านการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อผู้ประกอบการรายย่อย ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ


