xs
xsm
sm
md
lg

“พิพัฒน์”ตั้งธง 3 เดือนชงครม.เคาะรถไฟทางคู่ 3 สายเชื่อมมาเลย์ -สั่งขสมก.เช่ารถ EV แบบเร่งด่วนอีก 800 คัน และเดินหน้าแลนด์บริดจ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“พิพัฒน์”มอบนโยบาย”คมนาคม”ใช้งบคุ้มค่า ลดสร้าง-เน้นซ่อม สั่งขสมก.เจรจาเช่ารถ EV แบบเร่งด่วนอีก 800 คัน คาดใน 3 เดือนชงครม.เคาะสร้างรถไฟทางคู่สายใต้เชื่อมมาเลย์ และเร่ง”แลนด์บริดจ์- พ.ร.บ.SEC”ดึงต่างชาติลงทุนเปิดเส้นทางเดินเรือใหม่ สร้างงานอีก 2 แสนคน

วันที่ 20 เม.ย. 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมมอบนโยบายกับหัวหน้าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ กระทรวงคมนาคม ว่า การดำเนินงานในระยะต่อไปจะสอดรับกับข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เน้นย้ำเรื่อง “ความคุ้มค่าและลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น” โดยจะปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน หันมาให้ความสำคัญกับการซ่อมบำรุงโครงข่ายเส้นทางเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงสุดมากกว่าการทุ่มงบสร้างใหม่ รวมถึงตัดลดงบก่อสร้างอาคารที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการประหยัดพลังงานด้วยการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานรัฐ และเร่งสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อให้เป้าหมายดังกล่าวเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจ


@สั่งขสมก.เจรจาเช่า EV “ไทยสมายล์บัส”หวังเลิกใช้รถดีเซลที่เหลืออีก 800 คัน

นายพิพัฒน์กล่าวว่า เรื่องการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) นั้น ทางองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) อยู่ในขั้นตอนเช่ารถโดยสารปรับอากาศ EV จำนวน 1,520 คัน ที่ โดยจะมีการส่งมอบในเดือนมี.ค. 2570 ซึ่งก็ต้องรอไปตามกรอบเวลา ขณะที่มีนโยบายเร่งด่วนให้ขสมก.ไปเช่ารถโดยสาร EV เพิ่มเติมเพื่อนำมาใช้ทดแทนรถดีเซลที่เหลืออีกประมาณ 800 คัน โดยให้เจรจากับบริษัท ไทยสมายล์บัส จำกัด (TSB) ที่มีรถ EV เหลืออยู่ประมาณ 800 คัน ว่า ขสมก.จะสามารถดำเนินการเช่าใช้ได้หรือไม่ ในราคาค่าเช่าเท่าไร

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ตอนนี้ ขสมก.ยังมีรถที่ใช้น้ำมันดีเซลอีกประมาณ 800 คัน ดังนั้นในระหว่างนี้ ให้ขสมก.ไปดูแนวทางในการ เช่ารถ EV มาใช้ทดแทน เป็นแนวคิด ยังไม่ได้มีการตกลงใดๆ ต้องไปเจรจาหาทาง และทำกรอบเวลารวมถึงตรวจสอบระเบียบกฎหมายเพื่อดำเนินการให้ครบถ้วน โดยตั้งเป้าให้ได้รถภายในปีนี้ เบื้องต้น ต้นทุนรถ EV ประหยัดกว่ารถดีเซลประมาณ เท่าตัว เช่น รถดีเซลมีค่าใช้จ่าย 40 บาทต่อกม. ส่วนรถ EV ค่าใช้จ่ายจะเหลือประมาณ 20 บาทต่อกม.


@เดินหน้า”แลนด์บริดจ์”เร่งพ.ร.บ.SEC ชงครม.ในปีนี้

นายพิพัฒน์กล่าวอีกว่า นโยบายสำคัญอีกเรื่องคือ เร่งผลักดัน โครงการแลนด์บริดจ์ และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor : SEC) เพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ตะวันออกกลาง มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมไปถึงความไม่แน่นอนที่ทะเลแดง ทำให้การเดินเรือในตะวันออกกลางเป็นอัมพาต ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะมีผลกระทบมาถึงช่องแคบมะละกาในอนาคตหรือไม่ ดังนั้นเป็นช่วงเวลาที่ต้องเร่งแลนด์บริดจ์ และพัฒนาพื้นที่ SEC ซึ่งนอกจากเปิดเส้นทางการขนส่งใหม่ของโลกแล้ว จะเกิดการสร้างงานสร้างอาชีพ ให้กับประเทศไทยอีกไม่น้อยกว่า 2 แสนคน

โดยปัจจุบันทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ. .... ซึ่งปลัดกระทรวงคมนาคม รายงานว่า อยู่ระหว่างการหารือเรื่องกองทุนฯ กับกระทรวงการคลัง โดยคาดว่าจะสามารถเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ภายในปี 2569 และนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ในลำดับต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถบรรจุในการประชุมสภา สมัยหน้า เนื่องจากปัจจุบันสภา ยังมีกฎหมายที่มีความจำเป็นต้องเร่งรัดหลายฉบับ รวมถึงเรื่องสำคัญคือ พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ.2570

สำหรับ โคงการแลนดบริดจ์และการพัฒนาพื้นที่ SEC มีความคุ้มค่าในการลงทุนและจะเปิดให้เอกชนระดับโลกเข้ามาดำเนินการซึ่งการโรดโชว์ที่ผ่านมา มีนักลงทุนสนใจหลายรายสนใจ เช่น UAE โดยจะเชิญมาร่วมหารือความคืบหน้าต่อไป


@ดันรถไฟทางคู่สายใต้เชื่อมมาเลเซีย เพิ่มศักยภาพขนส่ง -ชงครม. สร้างปี 70

นอกจากนี้ ภายใน 3 เดือนนี้จะเร่งรัดนำเสนอครม. ขออนุมัติดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวน 3 เส้นทางสายใต้ จากชุมพร - สุราษฎร์ธานี , สุราษฎร์ธานี– ชุมทางหาดใหญ่ – สงขลา และ ช่วงหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ เพื่อเชื่อมเส้นทางกับประเทศมาเลเซีย โดยตั้งเป้าให้เริ่มดำเนินการก่อสร้างในปีงบประมาณ 2570


ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ ได้กำหนด 4 นโยบายหลัก เพื่อประชาชนและเศรษฐกิจ เป็นเข็มทิศในการทำงานของกระทรวงคมนาคม ดังนี้

1. ลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับความปลอดภัย มุ่งลดต้นทุนการเดินทางในชีวิตประจำวันของประชาชน ควบคู่ไปกับการจัดระเบียบและแก้ปัญหาจุดเสี่ยงบนท้องถนน โดยเฉพาะการเร่งสางปัญหาการก่อสร้างบนถนน เพื่อคืนพื้นผิวจราจรและสร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้รถใช้ถนน

2. กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรม เร่งเบิกจ่ายงบประมาณและดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดกระแสเงินสดหมุนเวียนในระบบ กระตุ้นภาคอุตสาหกรรมและการจ้างงาน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม โดยเร่งรัดโครงการ Quick Win 39 โครงการ เป็นลำดับแรก
3. เปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งพลังงานสะอาด (Green Transport) ส่งเสริมการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนในระบบขนส่งสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง และเป็นกำลังสำคัญในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน
4. วางรากฐานอนาคตและเปิดทางเอกชนร่วมลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมให้พร้อมรองรับอนาคต โดยจะสนับสนุนให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชน (Public Private Partnership: PPP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ ส่งเสริมบรรยากาศการลงทุน และช่วยลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว

“นโยบายทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงคมนาคม พัฒนาระบบคมนาคมที่ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเพื่อเศรษฐกิจไทยที่เติบโตอย่างยั่งยืน” นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย