ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยเผชิญวิกฤตฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในภาคเหนือ การรุกป่าและการเผาพื้นที่ปลูกพืชไร่ไม่ว่าจะเป็น อ้อย ข้าวโพด นาข้าว มันสำปะหลัง หรือถั่วต่างๆ มักถูกยกขึ้นมาเป็นสาเหตุต้นๆของปัญหา
แต่หลักฐานทางวิชาการจำนวนมากชี้ตรงกันว่า ฝุ่น PM2.5 เป็นมลพิษเชิงระบบจากหลายแหล่งกำเนิด ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยพืชหรือกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งเพียงอย่างเดียว
โดยแหล่งกำเนิด PM2.5 ในประเทศไทย มาจากการเผาไหม้ภาคคมนาคมขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และฝุ่นทุติยภูมิที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศ และแหล่งกำเนิดหลักของ PM2.5 ในพื้นที่เมืองอย่างกรุงเทพ คือ ยานยนต์ดีเซล การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล มากกว่า 40-70% (ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย : 2569) มากกว่าการเผาเศษพืชทางการเกษตรอย่างมีนัยสำคัญ
ฝุ่นมาจากหลายสาเหตุ
แม้ในฤดูหมอกควันภาคเหนือ “การเผา”จะเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของฝุ่น ตามมาด้วยการกล่าวหาเกษตรกรผู้ปลูก พืชไร่ ไม่ว่าจะเป็นนาข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง และพืชอื่น ๆ ให้กลายเป็นจำเลย แต่อีกด้านก็มีงานวิจัยจำแนกชัดว่า ไฟป่าและการเผาพื้นที่ป่า (non‑crop burning) เป็นสาเหตุหลักของฝุ่นในหลายพื้นที่ และการเผาในประเทศเพื่อนบ้าน ก็ส่งผลต่อคุณภาพอากาศในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ
การศึกษาระดับประเทศโดยใช้แบบจำลอง WRF‑Chem(Weather Research and Forecasting with Chemistry) ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (2560) พบว่า สาเหตุการเกิด PM2.5 ในภาคเหนือมาจากการเผานอกภาคเกษตรและมลพิษจากประเทศเพื่อนบ้าน มากว่าการเผาในพื้นที่ทางเกษตร
อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์เชิงเคมี ไม่สามารถระบุได้ว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 มาจากพืชชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ แต่พบว่าองค์ประกอบหลักของฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือและเมืองใหญ่ มาจาก คาร์บอนอินทรีย์ ซัลเฟต ไนเตรต และแอมโมเนียม ซึ่งเป็นลักษณะร่วมของการเผาไหม้ทุกชนิดและการเกิดฝุ่นทุติยภูมิ
นักวิชาการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมชี้ว่า ข้าวโพดมักถูกทำให้เป็นสัญลักษณ์ของปัญหา หรือเป็นแพะรับบาป เพราะพื้นที่ปลูกข้าวโพดอยู่ในที่สูง สามารถตรวจจับด้วยดาวเทียมได้ง่าย ปัญหาฝุ่นมักเกิดพร้อมกับฤดูกาล และผู้ปลูกข้าวโพดส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยมีอำนาจต่อรองต่ำในเชิงนโยบาย (greennews.agency ; 2022)_
ทั้งยังพบอีกว่างานวิเคราะห์เชิงนโยบายจำนวนมาก เตือนว่าการโฟกัสที่พื้นที่เกษตรเพียงกลุ่มเดียว เป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาการเผาไหม้ภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสาเหตุฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งประเทศตลอดทั้งปี
ซึ่งหาก PM2.5 มีสาเหตุมาจากพื้นที่เกษตร ทำไมในช่วงที่มีมาตรการควบคุมการเผาพื้นที่เกษตรเข้มงวด หรือในพื้นที่ที่ไม่มีข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง กลับพบว่าวิกฤตฝุ่น PM2.5 ก็ยังคงเกิดขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมืองและอุตสาหกรรม สะท้อนว่า ต้นเหตุ ฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ภาคเกษตร
พืชไร่ พืชเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์
ในอีกด้านหนึ่งพืชไร่ ทั้งนาข้าว มันสำปะหลัง ถั่ว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถือเป็นสินค้าเกษตรเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะข้าวโพด นับเป็นวัตถุดิบหลักในห่วงโซ่การผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับเกษตรกรรายย่อยจำนวนมาก และยังเกี่ยวพันถึงอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์และการส่งออกเนื้อสัตว์ที่เป็นสินค้าหลักสร้างรายได้ให้ประเทศมูลค่านับหมื่นล้านบาทต่อปี
ในช่วงที่ผ่านมาการปลูกพืชไร่ถูกกล่าวหาเป็นจำเลยสังคมทั้งที่สร้างรายได้สร้างงานสร้างอาชีพให้เกษตรกร อีกทั้งการพัฒนาการปลูกพืชไร่ต้องเผชิญความท้าทายอย่างมากมาย เพราะในช่วงที่ผ่านมา พืชไร่หลายชนิดไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง หรือข้าวโพด ประเทศไทยยังผลิตไม่เพียงพอ และเทียบกับคู่แข่งถือว่าไทยมีผลผลิตต่อไร่ต่ำมาก จำเป็นต้องนำเข้า ขณะที่การนำเข้ามาช่วยเสริมก็ยังถูกจำกัดด้วยมาตรการต่างๆมากมาย เช่น การจำกัดระยะเวลาในการนำเข้า โควตาภาษี หรือแม้แต่มาตรการ 3:1 ที่กำหนดให้ผู้ที่ต้องการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ต้องซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน แลกกับสิทธิ์ในการนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน
ห่วงโซ่การผลิตต้องสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ไม่เพียงเท่านั้นความท้าทายที่สำคัญ คือ “แรงกดดันจากคู่ค้า ผู้นำเข้า” ค้าปลีกระดับโลกต่างกดดันให้สินค้าที่ได้จากผลิตในห่วงโซ่อุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นปลายทางของการใช้พืชไร่ จะต้อง “ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ยกตัวอย่างเช่น การใช้มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของยุโรปที่เข้มงวดเรื่องการเก็บภาษีสินค้าข้ามพรมแดนที่ปล่อยคาร์บอน
นั่นจึงทำให้ _บริษัทผู้ผลิตอาหาร และเนื้อสัตว์ในไทย เริ่มวางระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อมั่นใจได้ว่า สินค้าพืชไร่ อย่าง ข้าวโพดไทยต้อง “ปลอดการเผา ปลอดการรุกป่า” เป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าข้าวโพดที่รับซื้อไม่เกี่ยวข้องกับการเผาและไม่เป็นต้นเหตุของ PM2.5 แน่นอน เพราะหากเผามาจะนำมาผลิตและขายส่งออกไปต่างประเทศก็ลำบาก_
การสร้างมาตรการตรวจสอบย้อนกลับ เป็นหนึ่งในแนวทางลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก สะท้อนได้จากตัวเลขจุดความร้อนที่ตรวจสอบในเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านม ข้อมูลจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พบว่า จุดความร้อนในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พบว่า พื้นที่ปลูกพืชเกษตรสำคัญ ทั้งนาข้าว อ้อย พืชไร่ พื้นที่ที่ป่า และพื้นที่เกษตรอื่นๆ ลดลงในปี 2569 ลดลงจากปีก่อนทั้งหมด โดยแบ่ง เป็น ภาพรวม ลดลง 775 จุด พืชไร่ อย่างเช่น นาข้าว ลดลง 234 จุด อ้อย ลดลง 84 จุด ส่วนพืชไร่อื่นๆ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง และถั่วต่างๆ ลดลง 94 จุด ด้วยทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนระดมมาตรการช่วยเหลือ แก้ปัญหาการเผาในภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น ทุกฝ่ายควรปรับความเข้าใจ ลบภาพที่เคยมองว่าการรุกป่าของพื้นที่ปลูกพืชไร่ เป็นต้นทางของฝุ่น และหันมามองถึงประโยชน์ของข้าวโพดคือจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่การผลิตอาหารสัตว์ เชื่อมโยงกับเกษตรกรรายย่อยจำนวนมาก และนำไปสู่การสร้างความมั่นคงด้านอาหาร การผลิตเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์โปรตีนเพื่อการส่งออก
ภาครัฐสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชไร่ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับห่วงโซ่อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงและการส่งออกเนื้อสัตว์ สร้างรายได้มหาศาลกลับสู่ประเทศ และช่วยขับเคลื่อนจีดีพีไทย
ส่วนการแก้ปัญหาฝุ่น กำกับดูแลภาพรวม ซึ่งเตรียมผ่านร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด จำเป็นต้องมองปัญหาในทุกมิติอย่างรอบด้าน ไม่ใช่การเลือก “ผู้ร้าย” ที่ง่ายต่อการสื่อสารเพียงอย่างเดียว


