xs
xsm
sm
md
lg

ปตท.แบกดอกเบี้ยกว่า7พันล.จากภาระต้นทุนจัดหาน้ำมัน-การเงินฯเพิ่มขึ้นในช่วงสงครามตะวันออกกลาง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปตท. แจงแบกรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นทั้งต้นทุนจัดหาและต้นทุนทางการเงินรวม 230,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึงกว่า 7,000 ล้านบาท เพื่อรักษาความมั่นคงพลังงาน”ป้องกันไม่ให้ขาดน้ำมัน” ยันไม่ได้ผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มไปให้ผู้บริโภค ชี้มีความเสี่ยงขาดทุนในระยะสั้นเมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงราว 500-1,000 ล้านบาท

รายงานข่าวจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือขนส่งพลังงานของโลก ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ปตท. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เร่งบริหารจัดการความมั่นคงพลังงานเชิงรุก ปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบนอกพื้นที่ความขัดแย้ง แม้ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงเร่งกระจายน้ำมันออกสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันในประเทศ และรักษาความมั่นคงทางพลังงานเพื่อคนไทย

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบต่อเส้นทางเดินเรือหลักด้านพลังงานอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ปตท. ยกระดับมาตรการบริหารจัดการน้ำมันดิบ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจทำให้การขนส่งหยุดชะงัก โดยมีน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้จัดหาล่วงหน้าและบรรทุกอยู่บนเรือ Serifos ปริมาณ 2 ล้านบาร์เรล ซึ่งติดค้างบริเวณท่าเรือชาร์จาห์ (Sharjah Ports) ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2569 อย่างไรก็ตาม  เพื่อไม่ให้ประเทศเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงาน ปตท. ตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นทดแทนทันที โดยใช้ศักยภาพทางการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้องจัดซื้อในช่วงที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก

ทั้งนี้ ภายหลังการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวสามารถออกเดินทางได้ หลังล่าช้ากว่ากำหนดประมาณ 1 เดือน และคาดว่าจะถึงประเทศไทยในวันที่ 21 เมษายน 2569

การตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบในช่วงวิกฤต เป็นช่วงที่ตลาดโลกตึงตัวและมีความต้องการเพิ่มขึ้น ทำให้น้ำมันดิบมีราคาสูงถึง 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงจำเป็นต้องซื้อในราคาที่สูงกว่าปกติ ปตท.ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงขาดทุนในระยะสั้น เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงในภายหลัง โดยประเมินมูลค่าผลกระทบอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท ซึ่งต้นทุนนี้เป็นการประกันความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ

นอกจากนี้ การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยังส่งผลให้กลุ่ม ปตท.ต้องรับภาระด้านสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยประกอบด้วย หลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท ,เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท , เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท รวมภาระสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นกว่า 230,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึงกว่า 7,000 ล้านบาท ต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ใช่การดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการ “ลดความเสี่ยงของประเทศ” เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน

ปตท. ยืนยันว่าจะเดินหน้าบริหารจัดการทางทั้งด้านพลังงานและการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงพลังงานของประเทศ และเสถียรภาพขององค์กร และพร้อมยืนหยัดในการจัดหาพลังงานเพื่อเป็นพลังให้กับการขับเคลื่อนประเทศผ่านพ้นภาวะวิกฤตินี้ไปด้วยกัน