เครือข่ายภาคประชาชน ยื่น8ข้อเรียกร้อง ต่อ”เอกนัฏ”รมว.พลังงาน เพื่อเร่งปรับโครงสร้างราคาพลังงาน-ลดราคาน้ำมันเพื่อความเป็นธรรมต่อประชาชน ด้านรมว.พลังงาน ขอรับข้อเสนอไว้ และมีหลายข้อทำได้ทันที อาทิ การส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป ย้ำตั้งใจรื้อโครงสร้างพลังงาน และไม่ยอมให้นายทุนเข้ามาแทรกแซงหรือกำหนดราคา
วันนี้ (16เม.ย.) เครือข่ายภาคประชาชน ประกอบด้วย สภาองค์กรของผู้บริโภค,เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย, มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ,กลุ่มผีเสื้อกระพือปีก บุกกระทรวงพลังงาน ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนการปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรม และการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นธรรมต่อประชาชน จำนวน 8 ข้อแก่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มที่เอาเปรียบประชาชนมายาวนานให้มีความเป็นธรรม รวมทั้งส่งเสริมแนวทางพลังงานที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้
โดยมีข้อเสนอ ข้อ ดังนี้ 1.โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้โครงสร้างราคาน้ำมันอิงราคาสิงคโปร์บวกค่าใช้จ่ายที่สมมติว่านำเข้าจากสิงค์โปร์เป็นเกณฑ์กำหนดราคาเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่นซึ่งไม่เป็นความจริงและไม่เป็นธรรมนั้น ขอเสนอให้ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง อาทิ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างทางจากสิงคโปร์มาไทย ค่าปรับปรุงคุณภาพน้ำมันระหว่างสิงคโปร์และโรงกลั่นไทย รวมทั้งค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง ที่รวมเรียกว่าค่าพรีเมี่ยม เพื่อป้องกันลาภลอยจากสถานการณ์ด้านราคาของสิงคโปร์ โดยการกำหนดเพดานค่าการกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกิน 2.50บาท/ลิตร และให้กำกับค่าการตลาดตามที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เคยมีมติกำหนดไว้เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ให้น้ำมันดีเซล บี7 มีค่าการตลาดไม่เกิน 1.50บาท และน้ำมันเบนชินแก๊สโซฮอล95 และ เบนชินแก๊สโซฮอล 91 มีค่าการตลาดไม่เกิน1.85บาท/ลิตร
2. ห้ามใช้เอทานอลและไบโอดีเซล ผสมน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ยกเว้นมีราคาต่ำกว่าร้อยละ10ขึ้นไปของราคาน้ำมันพื้นฐาน (เพราะน้ำมันชีวภาพขับได้ระยะทางน้อยกว่าน้ำมันพื้นฐาน ร้อยละ 10) ทั้งนี้ เพื่อไม่เป็นการก่อภาระต่อการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในยามวิกฤตน้ำมันแพงในปัจจุบัน และให้ลดการผสมไบโอดีเซลลงเหลือเพียงแค่ บี5 เพื่อไม่เป็นภาระการ
ชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีค่าติดลบประมาณ 5หมื่นล้านบาทแล้ว รวมทั้ง พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ในบทเฉพาะกาล มาตรา 55เกี่ยวกับการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยน้ำมันชีวภาพที่จะครบระยะเวลา 9 ปี ในวันที่ 24 กันยายน 2569 นี้ แล้ว ก็ไม่สมควรแก้ไขกฎหมายต่ออายุการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อชดเชยน้ำมันชีวภาพอีก
3. ยกเลิกการให้ภาคครัวเรือนใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG) ในราคาที่สมมุติว่านำเข้าจากซาอุดิอาระเบียบวกค่าใช้จ่ายในการนำเข้า โดยให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG)ที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซในประเทศก่อนด้วยราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ปัจจุบันโรงแยกก๊าช ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยผลิตก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG) ได้ปีละ 3.7ล้านตัน ครัวเรือนใช้อยู่2.1 ล้านตัน จึงควรให้ประชาชนได้ใช้ทรัพยากรในประเทศในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม
นอกจากนี้ต้องกำหนดให้ก๊าชหุงต้มสำหรับครัวเรือนเป็นสินค้าควบคุมราคาตามบทบัญญัติสินค้าควบคุมราคาของกระทรวงพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ส่วนก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG) ที่เหลือใช้จากภาคครัวเรือน ให้นำไปคำนวณราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักจากโรงกลั่นน้ำมัน และส่วนที่นำเข้าขายให้แก่ ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และ ภาคปิโตรเคมี โดยตัดขาดจากกองทุนน้ำมัน ซึ่งจะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ต้องนำเงินที่จัดเก็บจากผู้ใช้น้ำมัน
เบนซิน และดีเซล มาชดเชยกับผู้ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG) อีกต่อไป
4. ราคาค่าการกลั่นอ้างอิงราคาสิงคโปร์ที่ปัจจุบันสูงมากผิดปกติ เดือนมีนาคมเฉลี่ย
7.23บาท/ลิตร และ 1-10 เมษายนมีค่าการกลั่นเฉลี่ยสูงถึง 16.40 บาท/ลิตร ก่อให้เกิดผลประโยชน์เป็นลาภลอยแก่โรงกลั่น จึงควรกำหนดค่าการกลั่นที่เป็นจริงและเป็นธรรมแก่ประชาชนไม่เกิน 2.50บาท/ลิตร ส่วนเกินจากนั้นควรนำมาลดราคาเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น และให้เรียกคืนเงินชดเชยที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ชดเชยส่วนที่เป็นลาภลอย ที่เกินจาก 2.50บาทต่อลิตรคืนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
5 . ตรวจสอบเอกสารของผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมัน
เชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 โดยตรวจสอบย้อนหลังเพราะได้ดำเนินการตรวจเช็คสต็อคเก่าก่อนมีการขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อให้เกิดส่วนต่างที่เป็นลาภลอยจากการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงเก่าที่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 7มาตรา 10และมาตรา 11 ได้กักตุนน้ำมันสต๊อคเก่าที่ได้รับชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปแล้ว ก่อนนำมาขายในราคาใหม่ จึงขอให้รัฐมนตรีเรียกคืนเงินส่วนเกินนั้นเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
6 . ออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ 2562 เพื่อให้คณะกรรมการกองทุนน้ำมันมีอำนาจที่ชัดเจนในการเรียกคืนเงินชดเชยที่จ่ายให้เนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่มีลาภลอยจากค่าการกลั่นที่สูงเกิน 2.50บาท/ลิตร เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
โดยไม่ต้องนำพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาใช้เสริม เพื่อไม่ต้องมีการตีความข้อกฎหมายต่ออีก
7. รัฐบาลไม่มีความจำเป็นและต้องหยุดการกู้เงิน 1.5 แสนล้านบาท ให้แก่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะหากรัฐบาลได้ใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวมาแล้วในข้อ 1-6 แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงิน เพราะการกู้เงินของรัฐบาลต้องตกเป็นภาระหนี้ของประชาชนผู้ใช้น้ำมันต้องชำระคืนเงินกู้
8. ส่งเสริมการพึ่งตัวเองของประชาชน ด้วยการให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์บนหลังคาได้โดยสะดวก โดยให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติให้ใช้ระบบหักลบกลบหน่วยราคาค่าไฟได้ (net metering) และมีนโยบายให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รับซื้อไฟฟ้าจากหลังคาประชาชนด้วยระบบ net billing พร้อมสั่งการให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกท.) การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดำเนินการตามมติกพช.ดังกล่าว
ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ทุกข้อเสนอตนขอรับไว้ และมีหลายข้อที่สามารถทำได้ทันที เช่น การส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งเตรียมจะเสนอเข้าครม.เร็วๆนี้ ส่วนสถานะกองทุนน้ำมันวันนี้กลับสู่สภาวะที่ดีขึ้น เงินไหลออกลดลงจากที่เคยสูงถึง 2,000 ล้านต่อวัน วันนี้กลับมาแทบจะเป็นศูนย์ พร้อมยืนยันไม่เห็นด้วยกับการให้องค์กร หรือกองทุนพลังงาน มีอำนาจมากเกินไปในการกำหนดราคาน้ำมัน พร้อมเน้นย้ำความตั้งใจจะรื้อโครงสร้างพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพากลไกที่ทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มสูงเกินจริง และไม่ยอมให้นายทุนเข้ามาแทรกแซงหรือกำหนดราคา


