ขสมก.แบกต้นทุนค่าน้ำมันเพิ่มเท่าตัว รถกว่า 2 พันคันใช้ดีเซลวันละกว่า 1.28 แสนลิตร คาดปี 69 ขาดสภาพคล่องทะลุ 1 หมื่นล้าน หลังราคาน้ำมันพุ่งเกิน 50 บาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งปีที่ 33 บาทต่อลิตร ถกปตท.จัดสรรเพียงพอ ส่วนรถ EV 1,520 คัน เร่งตรวจโมเดลก่อนเข้าไลน์ผลิต กำหนดส่งมอบล็อตแรกมี.ค.70
นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขสมก.มีรถโดยสารที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง จำนวน 2,074 คัน และมีรถโดยสารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) จำนวน 800 คัน ซึ่งปัจจุบัน เชื้อเพลิง NGV ยังไม่มีปัญหา โดยขสมก.มีสัญญาซื้อขายเชื้อเพลิงทั้ง 2 ประเภทกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แต่เนื่องจากความผันผวนของพลังงานโลก ดังนั้นขสมก.จึงหารือกับ ปตท. เพื่อกำหนดมาตรการต่างๆ โดยปตท.ยืนยันในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้ขสมก.ได้เพียงพอตามแผนการสั่งซื้อเชื้อเพลิงที่สอดคล้องกับความต้องการจริงรายเดือน เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงในทุกเขตการเดินรถ
ขสมก.มีปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ยประมาณ 128,015 ลิตรต่อวัน โดย ปตท.กำหนดราคาขายขสมก.ต่ำกว่าราคาจำหน่ายหน้าสถานีบริการน้ำมันประมาณ 2 บาทต่อลิตร ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันดีเซลของขสมก.ก็ต้องปรับเพิ่มขึ้นไปด้วย
โดยแต่ละปี มีภาระค่าเชื้อเพลิงรวมประมาณ 1,800-1,900 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่าย NGV ประมาณ 700 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายน้ำมันประมาณ 1,200 ล้านบาท ซึ่งในปี 2569 ขสมก.ตั้งค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยกำหนดราคาเฉลี่ยที่ 33 บาทต่อลิตร ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวทำให้ คาดว่าค่าใช้จ่ายน้ำมันจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลทำให้ในปี 2569 ขสมก.ขาดสภาพคล่องเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ยปีละประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท เป็น 10,000-12,000 ล้านบาท ซึ่งจะต้องมีการประเมินต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและปรับตัวเลขการดำเนินงานใหม่ต่อจากนี้
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้ ขสมก. กู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน กรณีรายได้ไม่พอสำหรับรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รวมจำนวน 9,111.50 ล้านบาท เนื่องจากไม่ได้รับเงินชดเชยจากผลประกอบการที่ขาดทุนตามจำนวนที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ขสมก. มีความจำเป็นต้องกู้เงินจำนวน 47,430.50 ล้านบาท (บรรจุเข้าแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2569 ครม.มีมติอนุมัติแล้วเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568) เพื่อนำมาชำระหนี้เงินกู้เดิมที่ครบกำหนดชำระ จำนวน 38,319 ล้านบาท และเสริมสภาพคล่องทางการเงิน จำนวน 9,111.50 ล้านบาท โดยจะนำมาใช้เป็นเงินสดหมุนเวียนในการดำเนินงานของ ขสมก. ในปีงบประมาณพ.ศ. 2569 เช่น นำไปชำระค่าเชื้อเพลิง ค่าเหมาซ่อม และเสริมสภาพคล่องทางการเงิน (เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติในครั้งนี้)
สำหรับโครงการเช่ารถโดยสารปรับอากาศ EV จำนวน 1,520 คัน เป็นการจัดหาเพื่อนำมาทดแทนรถครีมแดง (รถร้อน) จำนวน 1,520 คัน ซึ่งเฉพาะรถกลุ่มนี้ ขสมก.มีภาระค่าเหมาซ่อม 1,400 บาท/คัน/วัน หรือ 777 ล้านบาท/ปี ซึ่งการเช่ารถเมล์ EV จำนวน 1,520 คัน จะทำให้ต้นทุนค่าเหมาซ่อมหายไป ส่วนต้นทุนค่าเชื้อเพลิง จะลดลง 60-70% หรือ ประมาณ 665 ล้านบาท/ปี
ซึ่งขสมก.ลงนามกับ บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2569 จัดหารถโดยสาร EV จำนวน 1,520 คันระยะเวลาเช่า 7 ปี วงเงิน 14,905 ล้านบาท แผนการส่งมอบรถยังอยู่ในกำหนดการ โดยอยู่ในขั้นตอนการตรวจแบบร่างโมเดลรถหากอนุมัติ จะเข้าสู่ขั้นตอนการผลิต โดยกำหนดส่งมอบ 3 งวด งวดที่ 1 ส่งมอบจำนวน 500 คัน และระบบอัดประจุไฟฟ้าจะต้องมีหัวจ่าย 144 หัว ภายใน 300 วันหรือประมาณเดือนมี.ค. 2570 ,-งวดที่ 2 ส่งมอบจำนวน 500 คัน และระบบอัดประจุไฟฟ้าต้องมีหัวจ่าย 144 หัว ภายใน 330 วัน หรือภายในเดือนเม.ย. 2570 ,งวดที่ 3 ส่งมอบจำนวน 520 คัน และระบบอัดประจุไฟฟ้าจะต้องมีหัวจ่าย 146 หัว ภายใน 360 วันหรือภายในเดือนพ.ค. 2570
ในขณะเดียวการ ขสมก. เตรียมพื้นที่สำหรับเป็นอู่จอดรถโดยสาร EV จำนวน 1,520 คัน และรองรับการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า จำนวน 12 อู่ โดยตั้งกรอบงบประมาณปี 2569 วงเงิน 600 ล้านบาท สำหรับดำเนินการพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน


