ผู้จัดการรายวัน 360 – ส่องวิชั่นบอส “SCOOT” วิเคราะห์ ปัญหา อุปสรรค โอกาส อุตสาหกรรมการบิน ท่ามกลางสงคราม และราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ชี้เอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดขับเคลื่อนหลัก มองไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์หลักที่สำคัญ เปิดอินไซท์ตลาดคนไทย
Lee Yong Sin, Vice President, Pricing, Ancillaries & Sales ของ Scootเปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจและแผนปี 2569 ของสายการบิน SCOOT ยังคงมีมุมมองเชิงบวกและเดินหน้าอย่างระมัดระวัง เนื่องจากปี 2569 แม้ยังมีความไม่แน่นอนในระดับโลก เช่น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในตะวันออกกลาง ต้นทุนดำเนินการต่างๆที่สูงขึ้นและความท้าทายในห่วงโซ่อุปทาน ที่เกี่ยวเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ความต้องการเดินทางของผู้บริโภคยังคงมีต่อเนื่องและเติบโตแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในตลาดภูมิภาคเอเชียที่ยังมีการเดินทางไม่น้อย ส่งผลให้ภาพรวมสายการบินยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายเส้นทางบินอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้อัตราการเติบโตของธุรกิจยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การกำหนดการส่งมอบเครื่องบิน และสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก แต่เชื่อมั่นว่าในระยะยาวแล้ว ภาพรวมจะยังคงเป็นเชิงบวก โดยเฉพาะตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งคาดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรมการบินของโลก
สำหรับกลยุทธ์หลักในการสร้างรายได้ของ SCOOT ในแง่ของ ด้านราคา รายได้เสริม และประสบการณ์ลูกค้า นั้น จะดำเนินการตามกลยุทธ์ดังนี้
1. กลยุทธ์ด้านราคา (Price) จะใช้ระบบกำหนดราคาแบบ Dynamic Pricing ตามอุปสงค์และอุปทานของตลาดที่แท้จริง, การปรับราคาเพื่อรองรับต้นทุนบางส่วนของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น, ไม่ได้วางตำแหน่งเป็นสายการบิน “ถูกที่สุดเสมอไป” แต่เน้นการเป็นสายการบินที่ให้ความคุ้มค่า (value for money) กับผู้โดยสาร
2. กลยุทธ์ด้านรายได้เสริม (Ancillaries) โดยจะมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ผ่าน การอัปเกรดที่นั่ง (ScootPlus) และบริการเสริมและแพ็กเกจต่าง ๆ
3. กลยุทธ์สร้างประสบการณ์ลูกค้า โดย การลงทุนด้าน AI และเครื่องมือดิจิทัล เช่นMarvie Chatbot ที่รองรับ voice-to-textและระบบแนะนำการเดินทางแบบเฉพาะบุคคล
“ ในส่วนของการสร้างตำแหน่งทางการตลาด (Brand Positioning) สื่อสารให้เป็นสายการบินที่ปลอดภัย ภายใต้ Singapore Airlines Groupซึ่งมีราคาคุ้มค่า แต่เชื่อถือได้” Lee Yong Sin กล่าว
ทั้งนี้สิ่งที่อยู่ระหว่างดำเนินการและแผนที่จะดำเนินการในปี 2569นี้เช่น การเดินหน้าขยายฝูงบินอย่างต่อเนื่อง แม้ยังมีข้อจำกัดจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานก็ตาม
แต่กลยุทธ์ในการสร้างการเติบโต คือ เป้าหมายในการสร้างการเติบโตในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน และออสเตรเลีย โดยมีการจัดสรรเครื่องบินให้เหมาะสมกับความต้องการในแต่ละเส้นทาง ซึ่งการนำเครื่องบิน E190-E2 เข้ามาใช้งาน จะช่วยขยายเส้นทางไปยังเมืองรอง ตลอดจนปรับความจุให้สอดคล้องกับความต้องการได้ดียิ่งขึ้น
Lee Yong Sin กล่าวถึงตลาดประเทศไทยด้วยว่า บทบาทของประเทศไทยในเชิงกลยุทธ์ของ Scootประเทศไทยถือเป็นตลาดเชิงยุทธศาสตร์สำคัญของ Scootโดยปัจจุบันให้บริการ 7 จุดหมายปลายทาง และมีความถี่เที่ยวบินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยถือเป็นตลาดสำคัญที่มีบทบาททั้ง ในแง่ของการเป็นตลาดปลายทาง (destination) และยังเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางผ่านสิงคโปร์อีกด้วย (transit hub)
ส่วนการเติบโตของอัตราผู้โดยสารไทยที่ผ่านมานั้น แยกเป็น ผู้โดยสารขาออกมีอัตราเพิ่มขึ้น 10% ส่วนผู้โดยสารขาเข้ามีอัตราเพิ่มขึ้น 15% ซึ่งจำนวนผู้โดยสารประมาณ 20% ของ Scoot มาจากประเทศไทย
ในมุมของแนวโน้มความต้องการของตลาดในปี2569 คาดว่า
1. เส้นทางระยะสั้นและภูมิภาค (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน) ยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของความต้องการ
2. เส้นทางระยะกลาง (ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น) เติบโตอย่างต่อเนื่อง
3. เส้นทางระยะไกล (ยุโรป ตะวันออกกลาง) ขยายตัวจำกัด และมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกมากกว่า
ส่วนพฤติกรรมและเทรนด์นักเดินทาง ปี 2569แนวโน้มสำคัญของตลาด มองว่า นักเดินทางให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” มากกว่าการช้อปปิ้ง อีกทั้งการเติบโตของการเดินทางตามกิจกรรม (event-based travel) จะมาจากเดินทางเพื่อชมคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลก เดินทางเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอาหาร โดยมีอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นมาจาก สื่อสังคมออนไลน์ (Social media) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ นักเดินทางปัจจุบันนี้จะมีลักษณะเด่นชัด 3 ประการคือ 1. มีข้อมูลมากขึ้น, 2. มีการเลือกมากขึ้น และ 3. ยินดีใช้จ่ายกับประสบการณ์ที่มีคุณค่า
ทั้งนี้เมื่อตลาดมีการเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จึงส่งผลต่อแนวทางการปรับตัวของ Scoot ที่ต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ผ่าน
1. การใช้ AI เพื่อการปรับแต่งเฉพาะบุคคล (personalization) ด้วยการใช้ระบบแนะนำการเดินทางตามพฤติกรรม และการสื่อสารแบบ digital-first
2. ช่องทางการสื่อสาร สื่อหลักๆที่ต้องโฟกัสคือ Facebook Instagram และTikTok
3. กลยุทธ์การตลาดแบบแบ่งกลุ่มลูกค้า (segmented marketing) ที่จะมุ่งเน้นกลุ่มวัย 25–45 ปี มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีมากขึ้น
4. กลยุทธ์ช่องทางขาย ที่ต้องยึด 2 ช่องทางหลักคือ Direct booking (ประมาณ 50%) และพันธมิตร OTA (เช่น Trip.com, Traveloka)
Lee Yong Sin ยังให้ข้อมูลที่เป็นInsight ของตลาดประเทศไทยด้วยว่า
แนวโน้มตลาดที่เติบโตดี คือ ตลาดของการเดินทางคนเดียว (solo travel) และตลาดการท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม (niche travel)
นักเดินทางไทย จะเลือกเดินทางตามความสนใจเฉพาะอย่าง เช่น อาหาร คอนเสิร์ต ไลฟ์สไตล์ และจะใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลและ AI ในการวางแผนการเดินทาง และจะเกิดการเปลี่ยนลักษณะของการท่องเที่ยว จากการท่องเที่ยวแบบแมส ไปสู่ การท่องเที่ยวแบบเฉพาะบุคคล
ส่วนจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินทางไทย (ปี 2569) จากข้อมูลและเครือข่ายของ Scoot พบว่า
เส้นทางยอดนิยม คือ สิงคโปร์ (hub และ transit), อินโดนีเซีย, ออสเตรเลีย (ซิดนีย์ เมลเบิร์น), ญี่ปุ่น และจีน (เติบโตต่อเนื่อง)
โดยเฉพาะเส้นทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจาก เป็นระยะทางใกล้ ใช้เวลาเดินทางสั้น และมีราคาที่เข้าถึงได้
แต่ก็ยังมีความท้าทายในเรื่องของต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ความล่าช้าในการส่งมอบเครื่องบิน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
ส่วนโอกาสของตลาดก็ยังมีเช่น ความต้องการเดินทางที่ฟื้นตัวหลังโควิด, การเติบโตของตลาดการบินในเอเชียแปซิฟิก และโอกาสในการขยายสู่เมืองรองที่ยังมีช่องว่างในตลาด
Scoot คือสายการบินราคาประหยัดในเครือของ Singapore Airlines เริ่มเปิดให้บริการครั้งแรกในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555 และควบรวมกิจการกับ Tigerair Singapore ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560 โดยยังคงชื่อแบรนด์ Scoot ปัจจุบันให้บริการด้วยเครื่องบินมากกว่า 50 ลำ ซึ่งรวมถึงเครื่องบิน Boeing 787 Dreamliner, เครื่องบิน Airbus A320 ตระกูลเครื่องบินลำตัวเดี่ยว และเครื่องบิน Embraer E190-E2 โดยให้บริการครอบคลุมกว่า 80 ปลายทางใน 18 ประเทศและเขตปกครองทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และยุโรป
ในประเทศไทย Scoot ให้บริการเที่ยวบินสู่กรุงเทพฯ (BKK) ภูเก็ต (HKT) กระบี่ (KBV) เชียงใหม่ (CNX) เกาะสมุย (USM) และหาดใหญ่ (HDY) และด้วยการเปิดตัวบริการเที่ยวบินใหม่สู่เชียงราย (CEI) (5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ทำให้ Scoot มีบริการเที่ยวบินสู่ประเทศไทยรวม 111 เที่ยวต่อสัปดาห์
ทั้งนี้ SCOOT มีรูปแบบเครือข่าย hub-and-spoke ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังจุดหมายสำคัญได้อย่างสะดวก กล่าวคือ เอเชียเหนือ (ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้), เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( กลุ่มประเทศอาเซียน) , เส้นทางระยะไกล (ยุโรป ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง)


