'พิพัฒน์'ควง 3 รัฐมนตรีช่วยฯ ป้ายแดงเข้า'คมนาคม'ลั่นไม่มีฮันนีมูน เร่งคลอดมาตรการดูแลค่าขนส่ง หลังสงกรานต์ เลิกตรึงค่าตั๋วบขส. ชูนโยบายเรือธง ลดค่าโดยสาร'รถไฟฟ้า-รถเมล์-เรือ”จัดโซนนิ่งทั้งวัน 40 บาทเดินหน้า”แลนด์บริดจ์'คุ้มค่าลงทุน
เวลา 08.19 น. วันที่ 7 เม.ย.69 ณ อาคารราชรถสโมสร กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เดินทางเข้าสักการะองค์พระพุทธคมนาคมบพิธ และไหว้ศาลพ่อปู่ประจำกระทรวงคมนาคม และสักการะพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้น ได้พบปะกับผู้บริหารระดับสูงกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานราชการ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ โดยมี นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม รองปลัดกระทรวงฯ ผู้ตรวจราชการ และ อธิบดี รองอธิบดี หน่วยงานราชการ, ซีอีโอ ผู้บริหารระดับรองฯ ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ รอต้อนรับ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า วันนี้ ถือเป็นฤกษ์สะดวกและวันที่ดีที่สุดที่รัฐบาลจะต้องเร่งทำงาน เวลานี้ถือว่าไม่ใช่ปกติ ประเทศไทยเกิดปัญหาวิกฤติด้านพลังงาน ซึ่งเป็นเหมือนกันทั่วโลก และกระทบกับเศรษฐกิจ พลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพ การจะผ่านพ้นอุปสรรคคงไม่ง่าย จึงขอให้ข้าราชการ ทุกหน่วยงาน ร่วมมือกับรัฐมนตรีทั้ง 4 คน ทำงานกันเป็นทีมเวิร์ค
“วันนี้ไม่มีชั่วโมงฮันนีมูน หรือเก็บเกี่ยวความสุข เข้ามาแล้วต้องเร่งแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เดินหน้าทำงานไปด้วยกัน ขอให้คิดว่าเป็นพี่น้องกัน มีอะไรขอให้เข้ามาหารือ อย่าคิดว่าผมเป็นรองนายกฯ เป็นรัฐมนตรี แต่ขอให้เห็นว่าเราคือเพื่อนร่วมงานในกระทรวงคมนาคม ทุกข์เราร่วมกัน เมื่อไหร่ที่ผ่านวิกฤติ ผ่านวิบากกรรมตอนนี้ไปได้ พวกเราก็จะเสวยสุขไปพร้อมๆ กัน”
กระทรวงคมนาคมถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยพร้อมผลักดันนโยบายเร่งด่วนตามที่รัฐบาลเตรียมแถลงต่อรัฐสภา เพื่อให้ประชาชนมีระบบคมนาคมที่ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการทำงานใน 4 มิติหลัก ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของประชาชน ได้แก่
มิติที่ 1: ลดรายจ่าย เพิ่มความปลอดภัย มุ่งหน้าดูแลภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของพี่น้องประชาชน ควบคู่ไปกับการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดต่อชีวิตและทรัพย์สิน มิติที่ 2 กระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงเอกชนร่วมทุน เร่งสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรม พร้อมเปิดกว้างให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้ามาร่วมลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว
มิติที่ 3: ระบบโดยสารพลังงานสะอาด เร่งส่งเสริมและสนับสนุนให้รถโดยสารสาธารณะหันมาใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน และแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ รวมถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน มิติที่ 4: วางรากฐานคมนาคมเพื่อทุกคน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมในอนาคตให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกระดับสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้อย่างเท่าเทียมในทุกพื้นที่
@เตรียมออกมาตรการดูแลขนส่งทุกกลุ่ม -จ่อทบทวนงบปี 70
นายพิพัฒน์กล่าวว่า จะเร่งหารือกับปลัดกระทรวงคมนาคมและทุกหน่วยงานและหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันที่ 9-10 เม.ย. 69 เรียบร้อย กระทรวงคมนาคมจะเร่งออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือดูแลประชาชน และผู้ประกอบการด้านขนส่งแต่ละกลุ่มตามที่ได้รับผลกระทบ ส่วนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 69 รถโดยสารบขส.และรถร่วมฯบขส. จะให้ตรึงราคาค่าโดยสารไปจนถึงวันที่ 19 เม.ย. 69 ซึ่งกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จะนำเงินจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) มาอุดหนุนส่วนต่าง
ขณะที่มาตรการช่วยเหลือระบบขนส่งสาธารณะต้องใช้งบประมาณเข้ามาช่วย ดังนั้น อาจจะต้องมีการทบทวนงบประมาณปี 2570 ของกระทรวงคมนาคมเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ แต่ทั้งนี้ จะไม่กระทบต่อโครงการลงทุนต่างๆเพราะสามารถใช้รูปแบบการลงทุนอื่นที่ไม่เป็นภาระงบประมาณ คาดว่า งบประมาณปี 2570 ในภาพรวม จะมีการเสนอครม.เร็วๆ นี้ ส่วนจะมีการปรับลดลงเท่าไรยังไม่ทราบ
@นโยบายเรือธง แพคเกจค่าโดยสาร”รถไฟฟ้า-รถเมล์-เรือ” จัดโซนนิ่งทั้งวัน 40 บาท
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมมีนโยบายหลักและเป็นเรือธงของรัฐบาล ซึ่งได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้แล้ว คือ การลดอัตราค่าโดยสารในระบบขนส่งมวลชน ส่วนจะเป็นราคาที่เท่าไร ขอให้รอสรุปการศึกษาก่อน และจะไม่ลดเฉพาะระบบรางเท่านั้น แต่จะเป็นการลดอัตราค่าโดยสารระบบขนส่งสาธารณะภาพรวมทั้งรถเมล์ เรือโดยสาร เพื่อให้ลดค่าเดินทางครอบคลุม ทั้งรถ ราง เรือ และจะให้ใช้ได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งขณะนี้ พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ และพ.ร.บ.การขนส่งทางรางฯ มีผลบังคับใช้แล้ว เหลือการจัดทำกฎหมายลูกประกอบ ซึ่งหากหน่วยงานเสนอเรื่องเข้ามาก็พร้อมนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประกาศใช้ต่อไป
ปัจจุบันใช้กับรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วงมีค่าโดยสารแบบ40 บาทต่อวัน ภายใต้บัตร EMV ผลเป็นที่น่าพอใจ โดยมีผู้โดยสารใช้มากขึ้นและทำให้รัฐอุดหนุนน้อยลง ส่วนจะขยายไปยังรถไฟฟ้าสายอื่นและระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ นั้น นโยบายยังคงให้เริ่มต้นที่อัตรา 40 บาทต่อวัน แต่อาจจะกำหนดการใช้เป็นโซนนิ่ง กรณีเดินทางออกนอกโซนนิ่งก็จะคิดค่าโดยสารเพิ่ม ซึ่งขณะนี้ กรมการขนส่งทางรางและการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำลังหารือรูปแบบที่ประชาชนจะได้รับความสะดวก ประหยัด และคุ้มค่าในการเดินทางมากที่สุด
ส่วน นโยบาย “Single ownership” หรือการโอนรถไฟฟ้าให้ รฟม. บริหารรายเดียวนั้น จะต้องมีการเจรจากับผู้ประกอบการที่มีสัญญาสัมปทาน ซึ่งมีเอกชนเกี่ยวข้อง 2-3 บริษัท จึงยังสามารถตอบได้ตอนนี้ เพราะต้องรอข้อสรุปก่อน โดยหลักการ ยังจำเป็นต้องซื้อคืนสัมปทานไม่เช่นนั้น จะทำเรื่องตั๋วร่วมไม่ได้ ขณะที่ต้องศึกษารายละเอียดไปถึงกรณี รถเมล์ที่มีทั้ง องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และรถเมล์เอกชน
@ได้เวลาเดินหน้า”แลนด์บริดจ์”ลั่นคุ้มค่าลงทุน
อีกหนึ่งนโยบายเรือธงของรัฐบาลคือ โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งไดเริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน จะเดินหน้าต่อ โครงการนี้ ปลัดกระทรวงคมนาคม ศึกษาตั้งแต่เริ่มต้น และได้ยืนยันว่า มีความคุ้มค่า ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนเต็มที่ ส่วนที่บอกว่า โครงการมีค่ายกตู้สินค้าหลายครั้งจากฝั่งระนอง กับฝั่งชุมพร ขอถามว่าคนพูดได้ศึกษาดีหรือไม่ เพราะจากสถิติเรือที่แวะเทียบท่าสิงคโปร์ กว่า 90 % เป็นการถ่ายลำ ดังนั้นที่บอกว่า แลนด์บริดจ์จะเสียเวลา นั้นไม่จริง ท่าเรือสิงคโปร์ที่มีการยกตู้สินค้าถ่ายลำ และแลนด์บริดจ์มีท่าเรือ 2 ฝั่งจะมีการจ้างงานเป็นแสนอัตรามีผลต่อเศรษฐกิจประเทศ จึงคุ้มค่ากับที่ลงทุน


