xs
xsm
sm
md
lg

เจาะลึกสถานการณ์น้ำมันดิบไทย ต้องพึ่งพาการนำเข้ากว่า 90% ท่ามกลางความผันผวนของโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มพลังงานฟอสซิล จากข้อมูลล่าสุดของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (EPPO) ช่วงเดือนมกราคม - ธันวาคม 2568 พบว่าประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่แหล่งทรัพยากรภายในประเทศมีจำกัด

สัดส่วนการจัดหา: พึ่งพาต่างชาติเป็นหลัก

การจัดหาน้ำมันดิบของไทยในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางด้านพลังงาน โดยมีสัดส่วนดังนี้:

การนำเข้าจากต่างประเทศสูงถึง 92% ของความต้องการใช้ทั้งหมด

ส่วนการผลิตภายในประเทศ: มีสัดส่วนเพียง 8% เท่านั้น ตัวเลขนี้ตอกย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า ไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันสุทธิ เนื่องจากปริมาณน้ำมันดิบที่ขุดเจาะได้จากแหล่งในประเทศนั้นไม่เพียงพอต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการบริโภคของภาคประชาชน

เปิดแผนที่แหล่งนำเข้า: ตะวันออกกลางยังคงเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ

เมื่อพิจารณาถึงแหล่งที่มาของน้ำมันดิบที่ประเทศไทยนำเข้า สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักตามภูมิภาค

กลุ่มตะวันออกกลาง (58%): เป็นแหล่งนำเข้าอันดับหนึ่ง โดยมีคู่ค้าหลักประกอบด้วย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, คูเวต และโอมาน

กลุ่มแหล่งอื่นๆ (24%): เป็นกลุ่มประเทศที่กระจายอยู่ทั่วโลกเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาภูมิภาคเดียว ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, บราซิล, ไนจีเรีย, ลิเบีย และแหล่งอื่นๆ

กลุ่มตะวันออกไกล (18%): เป็นการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, บรูไน และเวียดนาม

การปรับตัวท่ามกลางวิกฤตความไม่สงบ

จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพลังงานหลักของโลกและของไทย ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยเน้นการเร่งจัดหาจากแหล่งอื่นๆ นอกตะวันออกกลาง เพื่อกระจายความเสี่ยง รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านโลจิสติกส์ เช่น การปรับเปลี่ยนท่าเรือในการรับน้ำมันดิบเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและมั่นใจได้ว่าไทยจะมีพลังงานใช้อย่างไม่หยุดชะงัก

จากข้อมูลทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า ความมั่นคงด้านพลังงานของไทยแขวนอยู่บนปัจจัยภายนอกเป็นหลัก การกระจายแหล่งนำเข้าและการบริหารจัดการความเสี่ยงจากสถานการณ์โลกจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ