รถร่วมฯบขส.ยื่น”พิพัฒน์”เรียกร้อง 5 ข้อแก้ปัญหาจำกัด โควตาน้ำมันไม่เกิน 3,000 บาท ต่อวัน/ต่อคัน ชี้วิ่งไม่ถึงปลายทางขอ ช่วยสั่งการ บขส.แก้ปัญหา รวมถึงขอจ่ายค่าเที่ยวตามการเดินรถจริงเหมือนตอนโควิด ชี้ผู้โดยสารลด อาจต้องยุบรวมเที่ยว
วันที่ 25 มี.ค. 2569 ที่กระทรวงคมนาคม สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร นำโดย นายวัชรพล โกมลตะเมธี เลขานุการ สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร ได้เข้าพบนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมยื่นหนังสือ ขอให้กระทรวงคมนาคม ช่วยเหลือผู้ประกอบการรถร่วมประจำทาง (รถร่วม บขส.) ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการจำกัดโควตาน้ำมัน และขอจ่ายค่าเที่ยว บขส.ตามจริงเหมือนช่วงโควิด
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ผู้บริหารกรมการขนส่งทางบก (บข.) และบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) หารือกับผู้ประกอบการ โดยไม่ให้มีผลกระทบต่อการบริการในช่วงเทศกาลสงกรานต์
ทั้งนี้ หนังสือที่ สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร ยื่นต่อรมว.คมนาคม ระบุถึงสถานการณ์ ที่มีการจำกัดการขายน้ำมันเชื้อเพลิง มีการขาดแคลนการขายหน้าสถานีจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดจนการตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาลบางส่วน แต่ยังมีแนวโน้มการปรับขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง นั้น สร้างความกังวลใจ ให้กลุ่มผู้ประกอบการรถยนต์โดยสารประจำทาง จากปัญหาเดิมมีจำนวนผู้โดยสารมาใช้บริการลดน้อยถอยลงและสถานการณ์ครั้งนี้ ยิ่งสร้างความกังวล ในกลุ่มผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร
โดยขอให้รมว.คมนาคม พิจารณาสั่งการให้ความช่วยเหลือ 5 ข้อ เพื่อให้ผู้ประกอบการรถร่วม บขส. สามารถทำการเดินรถต่อไปได้ ดังนี้
1. ขอให้บริษัท ขนส่ง จำกัด จัดเก็บค่าธรรมเนียมเดินรถ (ขสบ.302) จากจำนวนเที่ยวที่มีการเดินรถจริงเท่านั้น เนื่องจากผู้ประกอบการรถร่วมฯ มีความจำเป็นต้องจัดการบริหารการเดินรถตามความเหมาะสม และให้เกิดความคุ้มทุนจากปัจจัยราคาน้ำมัน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป อาจจะต้องแจ้งลดเที่ยววิ่ง หรือทำการควบวิน หรือเฉลี่ยรวมผู้โดยสารในการเดินรถร่วมกันในแต่ละเส้นทาง โดยขอให้มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเสมือนกับช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 (วิ่งจริงจ่ายจริงตามจานวนเที่ยวที่จัดการเดินรถจริง)
2. กรณี สถานีจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงประกาศกำหนดจำกัดโควตาการเติมน้ำมันรถยนต์ 6 ล้อขึ้นไปไม่เกิน 3,000 บาท ต่อวัน/ต่อคันนั้น โดยความเป็นจริงแล้ว จำนวนน้ำมันที่กำหนดขายนั้น ทำให้รถยนต์โดยสารของผู้ประกอบการรถร่วมโดยสารประจำทาง ไม่สามารถบริหารจัดการ เดินรถถึงจุดหมายปลายทางได้ จึงขอให้ บขส. ในฐานะหน่วยงานของรัฐและมีสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงกับ บริษัท ปตท. จากัด (มหาชน) เปิดโอกาสให้รถยนต์โดยสารของผู้ประกอบการรถร่วม มาเติมน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งรอผลการดำเนินการ
แต่ทั้งนี้ ในความเป็นจริงสถานีน้ำมันของ บขส. ยังไม่สามารถให้บริการได้เพียงพอ อีกทั้งมีเพียงสถานีน้ำมันเชื้อเพลิงที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) เท่านั้น จึงขอให้ กระทรวงคมนาคม ประสานหน่วยงานสถานีน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ในเส้นทางการเดินรถโดยสารประจาทาง หมวด 2 และ หมวด 3 จัดให้มีการให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงกับผู้ประกอบการรถร่วมโดยสารประจำทาง ให้บริการมีจำนวนเพียงพอ พร้อมตลอดสำหรับรถโดยสารฯ ทุกคัน
3.ปัจจุบัน บขส. มีการออกคำสั่ง เพื่อมาแก้ไข บทกำหนดโทษที่มีบทปรับอัตราจำนวนเงินที่สูงกว่าเดิมมาก อาทิ อัตราเดิมสูงสุด จำนวน 5,000 บาท ออกคำสั่งใหม่ เป็นปรับจำนวน 50,000 บาท ในฐานกระทำความผิดเดิม การปรับอัตราค่าปรับใหม่ ของ บขส.ในหลาย ๆ คำสั่งล้วนมีอัตราจำนวนเงินที่สูง เป็นการแก้ไข ออกคำสั่งไม่เป็นไปตามกฎหมาย ว่าด้วยเรื่อง ระเบียบและคู่มือรถร่วม บริษัท ขนส่ง จำกัด พ.ศ 2547 (แก้ไขครั้งที่ 1 พ.ศ. 2547) เป็นการออกคำสั่งนี้ แก้ไขเฉพาะอัตราโทษบางกรณี ”โทษที่มีบทปรับสูงกว่าอัตราโทษบทปรับเดิมมาก ไม่เป็นตรรกะ ไม่มีความสมเหตุสมผลกับรายได้ ค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการรถร่วม ในช่วงเวลาเช่นนี้
และกรณีที่ผู้ประกอบการรถร่วม จำหน่ายตั๋วโดยสารล่วงหน้าไปแล้ว อาจเกิดเหตุการณ์ รถยนต์โดยสารไม่สามารถเดินทางด้วยไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ รถโดยสารต้องรอเข้าคิวเติมน้ำมันเชื้อเพลิง มาให้บริการล่าช้า ผู้ประกอบการรถร่วมโดยสารจะโดนค่าปรับจาก บขส.ในหลายๆ บทลงโทษ ซึ่งอัตราค่าปรับคิดรวมแล้ว ตั้งแต่ 50,000-100,000 บาท โดยทั้งนี้ ขอให้ บขส. ยกเลิกบรรดาคำสั่งที่ออกมา ไม่เป็นไปตามระเบียบ บขส.ว่าด้วยระเบียบคู่มือรถร่วม พ.ศ 2547 (แก้ไขครั้งที่ 1 พ.ศ 2547) ไปก่อน
4. ขอให้ บขส.จัดหาพื้นที่สำรองวิน ให้กับผู้ประกอบการรถร่วมโดยสาร ในช่วงวันหยุดต่อเนื่อง หรือเทศกาลสงกรานต์นี้ ด้วยสถานีขนส่งผู้โดยสารฯ แต่ละสถานี มีพื้นที่คับแคบประกอบกับช่วงวันหยุดต่อเนื่อง และเทศกาลจะมีปริมาณจำนวนรถเข้าใช้สถานีจำนวนมาก การจราจรติดขัด เพื่อการประหยัดเวลา ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะต้องสูญเสียไป จึงขอให้บริหารจัดการจัดพื้นที่สำรองวินให้กับรถยนต์โดยสารให้ด้วย
5. ขอให้ บขส.กำหนดนโยบายและมาตรการควบคุมดูแล กวดขัน ให้จัดการนำรถโดยสารไม่ประจำทาง(รถ 30) เข้ามาให้บริการก่อนเวลา 21.00 น ตลอดจนการเสริมรถที่ไม่สอดคล้องกับระเบียบและคู่มือรถร่วม บขส.พ.ศ 2547 (แก้ไขครั้งที่ 1 พ.ศ 2547) และต้องไม่เปิดโอกาสให้มีกลุ่มบุคคล พนักงาน บขส. กลุ่มผู้แสวงหาผลประโยชน์ นำรถโดยสารไม่ประจำทาง (รถ 30) มาเดินรถภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารและบริเวณใกล้เคียง ด้วยจะสร้างปัญหาการจราจรติดขัด และเข้ามาจอดพักคอยผู้โดยสารเต็มสถานี อีกทั้งช่วยสั่งการ ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการป้องปราม หรือขัดขวางไม่มีการเดินรถผิดกฎหมายในสถานีและนอกสถานี อย่างจริงจัง


