ยอดผลิตรถยนต์เดือนกุมภาพันธ์ 2569 รวม 117,952 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.43 โดยขาย 48,242 คัน ลดลงร้อยละ 2.17 และส่งออก 81,195 คัน ลดลงร้อยละ 0.05 ห่วงสงครามตะวันออกกลางฉุดยอดการส่งออกรถวูบ และดันราคาน้ำมันพุ่ง มีผลต่อเงินเฟ้อ ทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคหด มีผลให้ยอดขายรถในประเทศวูบ เบื้องต้นยังไม่ทบทวนตัวเลขการส่งออกรถยนต์ใหม่
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีทั้งสิ้น 117,952 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม 2569 ร้อยละ 0.37 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 3.43 มาจากผลิตรถยนต์นั่งส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.83 และผลิตรถกระบะเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 55.98
โดยรถยนต์นั่ง เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ 34,951 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 8.47 โดยแบ่งเป็นรถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine (ICE) มีจำนวน 15,396 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 3.79
,รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle (BEV) มีจำนวน 3,846 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 71.54 ,รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV)มีจำนวน 770 คัน ลดลง ร้อยละ 65.42 และรถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle (HEV)มีจำนวน 14,939 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 15.67
จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 236,338 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ร้อยละ 6.87
โดยยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวน 76,486 คัน เท่ากับร้อยละ 32.36 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 3.50
ส่วนรถยนต์บรรทุก เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 83,001 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 9.42 และตั้งแต่เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 159,852 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 8.56
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 81,006 คัน เท่ากับร้อยละ 68.68 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 4.59 และเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 160,692 คัน เท่ากับร้อยละ 67.99 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 5.37
รถยนต์นั่ง เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตเพื่อการส่งออก 16,458 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 22.83 และตั้งแต่เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 36,909 คัน เท่ากับร้อยละ 48.26 ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ร้อยละ 34.94
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 64,548 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 0.77 และตั้งแต่เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 123,783คัน เท่ากับร้อยละ 78.84 ของยอดการผลิตรถกระบะ ลดลงจากเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 1.09
ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ 36,946 คัน เท่ากับร้อยละ 31.32 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 0.97 และเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ 75,646 คัน เท่ากับร้อยละ 32.01 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 10.19
รถยนต์นั่ง เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 18,493 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 25.40 และตั้งแต่เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2568 ผลิตได้ 39,577 คัน เท่ากับร้อยละ 51.74 ของยอดการผลิตรถยนต์นั่ง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2568 ลดลงร้อยละ 14.98 ส่วนรถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 16,997 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 55.98 และตั้งแต่เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 33,230คัน เท่ากับร้อยละ 21.16 ของยอดการผลิตรถกระบะ และเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 62.80
สำหรับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 48,242 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม 2569 ร้อยละ 34.75 และลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 2.17 ลดลง เพราะรถยนต์ไฟฟ้าขายลดลงร้อยละ 18.56 จากเดือนเดียวกันปี 2568 เพราะสิ้นสุดโครงการ EV 3.0 และรถกระบะกับรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายในขายลดลงจากความเข้มงวดของสถาบันการเงินเพราะเศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ กำลังซื้ออ่อนแอ การลงทุนจากต่างประเทศและของคนไทยยังรอความชัดเจนของรายชื่อรัฐมนตรีและนโยบายของรัฐบาลใหม่
ส่วนเหตุการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอลกับอิหร่าน ไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อนานแค่ไหน สร้างความกังวลในเรื่องการส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยซึ่งอาจกระทบต่อกำลังซื้อที่อ่อนแออยู่แล้วทรุดลงไปอีก ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตราวๆ 1.2% ซึ่งอาจกระทบยอดขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศด้วย
ตั้งแต่เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2569 รถยนต์มียอดขาย 122,218 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 25.49
การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งออกได้ 81,195 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 39.02 แต่ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 0.05 ลดลงเล็กน้อยแค่ 41 คัน โดยตลาดที่ลดลงมีเอเชีย ตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนีย ตลาดยุโรป ส่วนตลาดตะวันออกกลางยังคงเพิ่มขึ้นเพราะยังไม่มีการสู้รบกันในช่วงเวลานั้น
แต่จากเหตุการณ์สงครามทำให้เรือขนส่งรถยนต์เพื่อส่งออกไปถึงช่องแคบฮอร์มูซ ไม่กล้าแล่นผ่าน ต้องไปจอดพักที่อินเดียและสิงคโปร์ ซึ่งตะวันออกกลางเป็นตลาดใหญ่อันดับสามของการส่งออกรถยนต์ รถยนต์เป็นสินค้าที่มีมูลค่าส่งออก มากเป็นอันดับหนึ่งในเกือบทุกประเทศในตะวันออกกลาง จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการสู้รบจะยุติลงเมื่อไร เพราะปี 2568 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. ส่งรถยนต์ไปตะวันออกกลาง 200,001 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.61 จากปี 2567 เท่ากับร้อยละ 21.17 ของยอดส่งออกทั้งหมด 935,750 คัน มูลค่ามากกว่า 120,000 ล้านบาท โดยเป็นรถกระบะมากที่สุด 114,644 คัน รถยนต์นั่ง 61,958 คัน รถ PPV 23,359 คัน นอกจากนี้ ยังส่งออกเพิ่มขึ้นในตลาดแอฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกากลางและอเมริกาใต้
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 53,363.33 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 6.17
ส่วนรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2569 มีการส่งออก 139,600 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 2.76 คิดเป็นมูลค่าการส่งออกรถยนต์ 92,455.91 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 5.96
ทั้งนี้ ส.อ.ท.ยังไม่เป้าหมายการส่งออกรถยนต์ใหม่ แม้ว่าจะเกิดการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยจะมีการพิจารณาทบทวนตัวเลขการส่งออกรถยนต์ใหม่ในช่วงกลางปี แต่เบื้องต้นในเดือนพฤษภาคมจะทราบแนวโน้มการส่งออกเป็นอย่างไร
สิ่งที่เป็นห่วงจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง คือ การผลิตฮีเลียม ซึ่งใช้ในกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และชิป ที่ส่งออกจากกาตาร์คิดเป็น1/3ของโลกหายไปจากตลาด จะส่งผลกระทบต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของไทยและโลก หากไม่สามารถจัดฮีเลียมจากแหล่งอื่นอาทิ สหรัฐฯ ได้ทัน


