รฟท.ปิดจบดราม่าเปลี่ยนป้าย”สถานีกลางบางซื่อ"เป็น“สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์” ราคา 33 ล้านบาท ตัดตราสัญลักษณ์รถไฟ ลดค่าออกแบบ หั่นราคาเหลือ 24.11 ล้านบาท บอร์ดรฟท.เห็นชอบแก้ไขสัญญา” ยูนิคฯ” เริ่มงาน 5 มี.ค.69- 27 ก.ค.69 ชี้เลิกสัญญาไม่ได้เพราะเอกชนไม่ได้ทำผิด
รายงานข่าวแจ้งว่า จากกรณีที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ใช้งบประมาณกว่า 33 ล้านบาท ในโครงการจัดทำป้ายชื่อสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์และตราสัญลักษณ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย” โดยมีวัตถุประสงค์เปลี่ยนป้ายชื่อสถานีกลางบางซื่อ เป็นชื่อ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ แต่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าใช้วงเงิน 33 ล้านบาทสูงเกินไปหรือไม่ รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง กับผู้รับจ้างรายเดิม คือ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) แม้รฟท.จะชี้แจงว่า ได้ดำเนินการตามระเบียบขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยคำนึงถึงประโยชน์การใช้งาน ความคุ้มค่าของงบประมาณ และความถูกต้องตามหลักวิศวกรรมเป็นสำคัญ ขณะที่กระทรวงคมนาคมได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบฯและทำให้รฟท.ต้องชะลอโครงการ
ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2568 มีมติรับทราบการแก้ไขสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการงานปรับปรุงป้ายชื่อ"สถานีกลางบางซื่อ" เป็น "สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์" จากวงเงินเดิม 33,169,726.39 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) เป็น 24,113,700 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) โดยผู้รับจ้างเดิมคือ บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการ รฟท.และ รักษาการผู้ว่าฯรฟท.เปิดเผยว่า รฟท.มีการปรับเรื่องการออกแบบ ปรับลดปริมาณงานตามคำแนะนำของกระทรวงคมนาคม ส่วนขนาดของตัวอักษร ยังคงเหมือนเดิมเนื่องจาก มีการออกแบบให้เหมาะสมและสมดุลกับขนาดของอาคารสถานี โดยมีการเจรจากับผู้รับจ้าง ทำเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญา ลดเนื้องานและวงเงินค้าจ้าง และกำหนดเริ่มงานใหม่ ตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค. 2569 ถึงวันที่ 27 ก.ค. 2569 ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 144 วัน
รายงานข่าวแจ้งว่า การปรับลดราคา จาก 33.169 ล้านบาทลงเหลือ 24.113ล้านบาท มาจากการปรับลดงานใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. ปรับลดค่างานที่เกี่ยวกับ ตราสัญลักษณ์การรถไฟฯทั้งหมด เนื่องจากตราสัญลักษณ์การรถไฟฯไม่อยู่ในเงื่อนไจ ขอพระราชทานชื่อฯ ประกอบด้วย ปรับลดค่างานวิศวกรรมและงานสถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนตราสัญลักษณ์การรถไฟฯ รวมค่าติดตั้งและค่าใช้จ่าย โครงสร้างเหล็กประกอบป้ายตราสัญลักษณ์รวมถึงค่ารื้อถอน / ติดตั้งกระจกออก ค่ารื้อถอน/ติดตั้งอลูมิเนียมเฟรม ในส่วนตราสัญลักษณ์ทั้งหมด
2. ตัดค่าออกแบบ 3. ปรับลดจำนวนเครื่องจักร เช่น รถกระเช้าลง และเครนสำหรับงานรื้อถอน และติดตั้งลงในส่วนของงานวิศวกรรมและงานสถาปัตยกรรม
@ย้อนดราม่า”ป้าย 33 ล้าน” ชาวบ้านติงสุดแพง
หลังจากที่รฟท.ลงนามสัญญากับบมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคฯ วงเงิน 33.169 ล้านบาท เมื่อ วันที่ 29 ธ.ค. 2565 เป็นผู้รับเหมาโครงการปรับปรุงป้ายชื่อ"สถานีกลางบางซื่อ" เป็น "สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์" ตามที่ได้รับพระราชทานชื่อมา กลับถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ท้วงติงเรื่อง ใช้งบไม่เหมาะสมและสูงเกินเกินความจำเป็น แม้รฟท.จะออกมาชี้แจงว่า ป้ายขนาดใหญ่ มีความยาวชื่อ และจำนวนตัวอักษรเพิ่มขึ้นจากเดิม ขณะที่ผนังกระจกเดิมเป็นกระจกหนากว่า 10 มิลลิเมตร ที่ไม่สามารถเจาะรูใหม่ได้ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผนังกระจกที่ติดตั้งไว้เรียบร้อยแล้วด้วยผนังกระจกใหม่ที่ต้องสั่งหล่อเป็นพิเศษ และมีประกันความชำรุดบกพร่อง ซึ่งรวมงานดูแลรักษาระบบไฟฟ้าแสงสว่างของป้ายด้วย เป็นเวลา 365 วัน (12 เดือน)
“ป้ายมีอักษรภาษาไทย มีความสูง 3 เมตร กว้าง 2.6 เมตร หนา 40 เซนติเมตร มีความยาวของป้ายใหม่รวม 60 เมตร ตามจำนวนอักษรของชื่อพระราชทาน ในส่วนที่เป็นอักษรภาษาอังกฤษ มีความสูง 2.1 เมตร กว้าง 2.2 เมตร หนา 40 เซนติเมตร ผลิตตัวอักษรด้วยวัสดุอะครีลิกสีขาวนม ยกขอบ และซ่อนไฟแสงสว่างไว้ด้านหลังป้ายด้วย ป้ายสูงจากระดับพื้นดินประมาณ 28 เมตร ความสูงเทียบเท่าตึก 9 ชั้น น้ำหนักที่ต้องยกขึ้นไปติดตั้งกว่า 7 ตัน เป็นงานที่ยากและต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ งานนี้ไม่ใช่แค่ค่าเปลี่ยนป้าย แต่ยังรวมถึงค่าปรับปรุงอื่นๆ อีกด้วย แต่กระแสสังคมไม่ยอมรับ”
วันที่ 5 ม.ค. 2566 กระทรวงคมนาคม จึงแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ และวันที่ 6 ม.ค. 2566 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มีหนังสือแจ้งให้รฟท.ส่งข้อมูลโครงการดังกล่าวไปให้ อีกด้วย ทำให้รฟท.มีหนังสือถึง บมจ.ยูนิคฯ ในวันที่ 6 ม.ค. 2566 แจ้งให้ระงับการรื้อย้ายไว้ก่อน
โดยคณะกรรมการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ชุดที่กระทรวงคมนาคมแต่งตั้ง มีหนังสือถึงรฟท.วันที่ 20 ม.ค. 2566 ให้รฟท.ทบทวน วิธีการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ให้เหมาะสม รอบคอบและสอดคล้องกับพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างการบริหารพัสดุ พ.ศ.2560 โดยทำหนังสือหารือ กรมบัญชีกลาง ด้วย พร้อมแนะนำให้รฟท.พิจารณดำเนินการใน 3 ประเด็น คือ
1. ทบทวนรายละเอียด ของวัสดุ เทคนิค ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่ทำให้การออกแบบ เลือกใช้วัสดุ และวิธีการจัดทำ และติดตั้ง มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หรือมีต้นทุนต่ำกว่าเมื่อเทียบกับครั้งก่อน รวมถึงทบทวนค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน และเวลาของการใช้งานกระเช้า
2.พิจารณาความเป็นไปได้ในการใช้ตัวอักษรเดิม”สถานีกลาง”ที่ติดตั้งปัจจุบัน นำมาปรับปรุงแทนที่จะทำให้ทั้งหมดเนื่องจากตัวอักษรยังอยู่ในสภาพดี และ 3.ทบทวนค่าออกแบบ
และรฟท.ได้หารือคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและสัญญาของคณะกรรมการรฟท. ให้ความเห็นว่า ไม่เห็นควรให้มีการบอกเลิกสัญญา เนื่องจากกรณีที่เกิดขึ้น ไม่เข้าข่ายสัญญาข้อ 7 กำหนดเวลาแล้วเสร็จและสิทธิของผู้ว่าจ้างในการบอกเลิกสัญญาและมีข้อเสนอแนะให้ใช้แนวทาง การแก้ไขข้อสัญญาโดยมีการปรับลดเนื้องานตามข้อสังเกตของคณะกรรมการพิจาณราตรวจสอบข้อเท็จจริงคมนาคม
ทั้งนี้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุฯ พิจารณาตามความเห็นของคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและสัญญา และความเห็นของอัยการสูงสุดและกรมบัญชีกลางตามมาตรา 103 วรรค 2 บัญญัติว่า”การตกลงกับคู่สัญญาที่จะบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลงให้มีผู้มีอำนาจพิจารณาได้เฉพาะในกรณีที่เป็นประโยชน์แก่หน่วยงานของรัฐโดยตรงหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อแก้ไขข้อเสียเปรียบของหน่วยงานของรัฐในการที่จะปฏิบัติตามสัญญาหรือข้อตกลงนั้นต่อไป”
@ เลิกสัญญาไม่ได้เพราะเอกชนไม่ได้ทำผิด
ซึ่งกรณีการตกลงเลิกสัญญาหรือข้อตกลงดังกล่าว หน่วยงานของรัฐจะต้องคำนึงถึงประโยชน์แก่หน่วยงานของรัฐโดยตรง หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ และคู่สัญญาต้องไม่มีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือข้อตกลง แต่เป็นไปตามความจำเป็นและการตกลงเลิกสัญญาหรือข้อตกลงต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ โดยพิจารณา ปรับลดราคา 3 ส่วนตามข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเห็นควรให้ดำเนินการต่อเนื่องตามสัญญาเพื่อให้การดำเนินงานโครงการสามารถดำเนินต่อไปได้และเกิดประสิทธิผลซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะต่อไป


