โลกกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงจนถึงขั้นปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ส่งผลสะเทือนถึงความมั่นคงทางพลังงานไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่ต้องรับมือกับราคาน้ำมันและก๊าซ LNG ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องกำไรมหาศาลของโรงกลั่นและความกังวลว่าน้ำมันจะขาดแคลน
บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจความจริงเบื้องหลังตัวเลขเศรษฐกิจ สถานะกองทุนน้ำมันที่กำลังติดลบ และแนวทางการปรับตัวเพื่อให้คนไทยก้าวผ่านวิกฤตพลังงานที่ “หนักที่สุด” ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไปให้ได้
วิเคราะห์วิกฤต “ฮอร์มุซ”: คอคอดมรณะที่ทำซัพพลายน้ำมันโลกหายวับ
ชนวนเหตุจากสงครามในตะวันออกกลางที่บานปลายนำไปสู่การปิด ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อีกกว่า 20 ล้านตันต่อปี การหยุดชะงักเพียง 18-19 วัน ส่งผลให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกหายไปมหาศาลถึง 360 ล้านบาร์เรล
สถานการณ์ครั้งนี้ถูกมองว่ารุนแรงกว่าวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 เนื่องจากเกิดขึ้นใจกลางแหล่งผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งสูงแตะ 155-157 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ “ช็อกตลาด” ที่ทำให้ต้นทุนพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ราคาก๊าซ LNG ในตลาดจร (Spot LNG) ปรับตัวสูงขึ้นถึง 80% ภายในระยะเวลาอันสั้น
ถอดรหัส “ค่าการกลั่น 6 บาท”: กำไรอู้ฟู่ หรือแค่ตัวเลขลวงตา?
ท่ามกลางความสงสัยว่าโรงกลั่นฉวยโอกาสฟันกำไรในช่วงวิกฤตหรือไม่ หลังตัวเลขค่าการกลั่นเฉลี่ย (GRM) พุ่งจาก 2 บาทไปแตะ 6 บาทต่อลิตร ความจริงคือ ค่าการกลั่นไม่ใช่ “กำไรสุทธิ” แต่เป็นเพียงส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ขายได้กับต้นทุนน้ำมันดิบอ้างอิงเท่านั้น
ในความเป็นจริง โรงกลั่นต้องเผชิญกับต้นทุนแฝงที่ไม่ได้ถูกนำมาคำนวณใน GRM เช่น:
Crude Premium: ค่าพรีเมียมที่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อแย่งซื้อน้ำมันในภาวะขาดแคลน ซึ่งสูงขึ้นถึง 3 เหรียญต่อบาร์เรล
ค่าขนส่งและประกันภัย: ค่า Freight และ Insurance ที่พุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัวจากการเดินเรือผ่านพื้นที่เสี่ยงภัย
ความผันผวนของราคา: หากดูสถิติย้อนหลัง ปีที่ค่าการกลั่นดูสูงในบางไตรมาส มักจะถูกหักล้างด้วยการขาดทุนในไตรมาสถัดไปเมื่อราคาน้ำมันขาลง ทำให้กำไรสุทธิในตอนครบปี อาจแทบไม่มีเหลือ
สำรองน้ำมัน 90 วัน: ไทย “มีใช้” แต่ “ราคา” คือโจทย์ยาก
สำหรับคำถามที่ว่าน้ำมันจะขาดแคลนจนไม่มีให้เติมหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่” เนื่องจากประเทศไทยได้เตรียมพร้อมระบบสำรองน้ำมันตามกฎหมายและคลังเอกชน รวมแล้วมีใช้ได้นานถึง 90 กว่าวัน ปัญหาที่พบในบางช่วงเป็นเพียงเรื่องของ “โลจิสติกส์” จากความตื่นตระหนกที่ทำให้ยอดขายดีเซลพุ่งจาก 65 ล้านลิตร เป็น 130 ล้านลิตรต่อวัน จนรถขนส่งน้ำมันเติมให้ปั๊มไม่ทัน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่น่ากังวลกว่าคือความมั่งคงทางการเงินของ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปัจจุบันติดลบไปแล้วกว่า 15,000 ล้านบาท จากการเข้าไปชดเชยราคาดีเซล หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ภาระการอุ้มราคานี้อาจสูงถึงเดือนละ 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสถานะที่ยากจะแบกรับได้ในระยะยาว
ทางออกและการปรับตัว: เมื่อ “ประหยัด” คืออาวุธที่ดีที่สุด
ในเมื่อปัจจัยภายนอกอย่างสงครามเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ การบริหารจัดการภายในจึงสำคัญที่สุด ภาครัฐอาจต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการลดภาษีสรรพสามิตซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศกับการรักษาเสถียรภาพราคา
สำหรับประชาชน หัวใจสำคัญคือการ “ประหยัดพลังงาน” อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ BTS หรือรถไฟใต้ดิน การใช้รถร่วมกัน (Carpooling) หรือลดการใช้รถที่ไม่จำเป็น การลดการใช้พลังงานในระดับบุคคลไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในกระเป๋า แต่ยังช่วยลดการนำเข้าก๊าซ LNG ราคาแพง ซึ่งจะส่งผลดีต่อค่าไฟฟ้า (FT) และภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด


