xs
xsm
sm
md
lg

กฟผ. เข้าร่วมกิจกรรม ‘ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2’ พร้อมเปิดตัว 4 แคมเปญหนุนลดใช้พลังงานทั้งบ้านและภาครัฐ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อความมั่นคงทางด้านพลังงานและต้นทุนทางเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดที่กระทบต่อแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงาน กำลังท้าทายเสถียรภาพด้านพลังงานของหลายประเทศทั่วโลก และประเทศไทยก็ได้รับผล กระทบไม่ต่างกัน วิกฤตครั้งนี้ส่งผลต่อทุกภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงพลังงานจึงได้เร่งดำเนินมาตรการบริหารจัดการการใช้พลังงานภายในประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของสถานการณ์โลกในระยะนี้ พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ควบคู่กับการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานสำคัญ อาทิ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ฯลฯ ผ่านกิจกรรม “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม

   นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
กระทรวงพลังงานเดินหน้าลดใช้พลังงาน รับมือวิกฤตโลก เปิดตัวกิจกรรม “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2”

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เปิดเผยถึง กิจกรรม “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” ว่า จัดขึ้นเพื่อประกาศมาตรการและประกาศเจตนารมณ์ การประหยัดพลังงานต่อสาธารณชน มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ซึ่งมาตรการที่ดำเนินการแล้ว ประกอบด้วยการเสนอแผนต่อ ครม. เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ด้วยการขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานราชการ 19 กระทรวง รวมถึงโรงงานและอาคารควบคุมทั่วประเทศ ให้ลดการใช้พลังงาน

โดยมีมาตรการต่าง ๆ ที่สำคัญ อาทิ ตั้งเป้าหมายลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐให้ได้ร้อยละ 10, การเปิด Energy Clinic ให้คำแนะนำด้านการอนุรักษ์พลังงานให้กับทุกภาคส่วน, การขอความร่วมมือประชาชนในการประหยัดพลังงานรูปแบบต่าง ๆ เช่น การ Work from Home, การใช้ไฟฟ้า/น้ำมันเท่าที่จำเป็น ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ถึง 6.6 แสนลิตรต่อเดือน และลดการนำเข้า LNG ได้กว่า 982 ตันต่อเดือน

“แน่นอนว่าสถานการณ์พลังงานในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก และประเทศไทยเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากเรายังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก เพราะไม่สามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ ซึ่งภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ภาครัฐได้เร่งดำเนินมาตรการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เริ่มเกิดวิกฤต โดยมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่ไปกับการบรรเทาผลกระทบด้านราคา รัฐบาลได้ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนในหลายด้าน เริ่มจากการยืนยันว่าประเทศไทยยังคงมีปริมาณพลังงานและน้ำมันเพียงพอ ขณะเดียวกันก็เร่งแสวงหาแหล่งนำเข้าทดแทนจากนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งล่าสุดสามารถจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมได้เกือบ 3 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านอุปทาน จากของเดิมที่ได้มา 90 กว่า วัน ตอนนี้ก็น่าจะขึ้นมาเป็น 100 วัน”

“นอกจากนี้ ในส่วนของปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเป็นช่วงเวลาในบางพื้นที่นั้น ภาครัฐได้หารือร่วมกับโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมัน โดยโรงกลั่นยืนยันการเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต และเร่งส่งมอบน้ำมันไปยังผู้ค้า ขณะที่ผู้ค้าน้ำมันก็เพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้า อย่างไรก็ตาม ธุรกิจพลังงานมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยในการขนส่ง ทำให้จำนวนรถบรรทุกเฉพาะทางมีจำกัด ซึ่งกลายเป็นคอขวด ในระบบการ กระจาย และเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจึงเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม ตำรวจ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อผ่อนปรนข้อจำกัดด้านเวลาในการเดินรถบรรทุกน้ำมัน เพิ่มรอบการขนส่ง และเร่งกระจายน้ำมันไปยังปลายทางได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”
ประหยัดพลังงาน ไม่ได้เป็นเพียง “ทางเลือก” แต่เป็น “ทางรอด”

แม้สถานการณ์จะสร้างความกังวล แต่กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมมาตรการรองรับไว้อย่างรอบด้าน เพื่อให้ประเทศสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นคง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวถึง มาตรการที่สำคัญและสามารถดำเนินการได้ทันที คือ “การประหยัดพลังงาน” ซึ่งถือเป็นแนวทางพื้นฐานแต่ทรงประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยยืดอายุของทรัพยากรและเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศด้วย

“ในสภาวะวิกฤตด้านพลังงานเช่นนี้ กิจกรรม “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2 ที่กระทรวงพลังงานจัดขึ้น เพื่อประกาศมาตรการและประกาศเจตนารมณ์ ผ่านการขอความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งอาคารธุรกิจ โรงงาน ภาคขนส่ง รวมถึงภาคประชาชน ให้ร่วมกันดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงานอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่าย ๆ เช่น การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 26-27 องศาเซลเซียส ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อจำเป็นเท่านั้น ปิดทุกครั้งเมื่อไม่ใช้ นอกจากนี้เรายังมีกองทุนอนุรักษ์พลังงานที่จะเข้าไปสนับสนุน มีเงินอุดหนุน Co-Pay ปรับเปลี่ยนเครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์ รักษาระบบแสงสว่าง และการอนุรักษ์พลังงานภาคขนส่ง โดยสนับสนุน 20-30% ของเงินลงทุน สูงสุด 3 ล้านบาท เป็นต้น”

ท้ายที่สุด วิกฤตพลังงานในครั้งนี้ไม่อาจขับเคลื่อนไปได้ด้วยความพยายามของภาครัฐเพียงลำพัง หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และประชาชน ในการร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเปลี่ยนผ่านวิกฤตครั้งนี้ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานในระยะยาวของประเทศ

“หัวใจสำคัญคือ “การลดการใช้” หากสามารถลดการใช้พลังงานลงได้เพียง 10% ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้ เทียบเท่ากับการลดราคาน้ำมันลงประมาณ 3 บาทต่อลิตร (อิงจากราคาน้ำมันดีเซลปัจจุบัน อยู่ที่ 30.44 บาทต่อลิตร)”

“อยากรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนช่วยกัน เพราะว่าเป็นมาตรการหรือเป็นนโยบายที่ไม่สามารถขับเคลื่อนโดยภาครัฐได้เพียงอย่างเดียว จะต้องอาศัยความร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อประโยชน์ของทุกคนในประเทศ การประกาศเจตนารมณ์ที่จะช่วยกันประหยัดพลังงานโดยเฉพาะในช่วงวิกฤตนี้ เป็นมาตรการที่อยากให้เกิดขึ้น ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจและไม่ตื่นตระหนกต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ขอให้ตระหนักในการใช้พลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด เพื่อที่เราจะผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน" นายอรรถพล กล่าว

ด้าน ดร. ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวเสริมว่า ภาครัฐได้ทุ่มเทอย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ต่างบูรณาการความร่วมมือเพื่อบรรเทาความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนมากเกินจำเป็น ทั้งในมิติของ “ปริมาณ” ที่ต้องมีอย่างเพียงพอ ตั้งแต่ต้นน้ำ คือการจัดหาและการกลั่น ไปจนถึงปลายน้ำ คือการขนส่งและกระจายสู่สถานีบริการน้ำมันอย่างทั่วถึง

ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับการดูแล “ราคา” โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาพยุงราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งปัจจุบันมีการอุดหนุนอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กองทุนมีภาระติดลบจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม นี่คือความพยายามในการใช้ทุกเครื่องมือที่มี เพื่อประคับประคองค่าครองชีพของประชาชนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การพยุงราคาดังกล่าวกลับไม่สามารถสะท้อนสัญญาณให้เกิดการประหยัดพลังงานได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น มาตรการด้านการลดการใช้พลังงาน จึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องหันกลับมา ทบทวนและร่วมมือกันอย่างจริงจัง

ดร. ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน (คนกลาง)
“ขณะนี้ในภาคราชการ ได้มีข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) การประชุมผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งต่อไปจะต้องมีการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ด้านการประหยัดพลังงานในแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน”

“นอกจากมาตรการในภาครัฐแล้ว กระทรวงพลังงานยังได้รับความร่วมมือจากรัฐวิสาหกิจและพันธมิตรเอกชน อาทิ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่างมีมาตรการและโครงการสนับสนุนการประหยัดพลังงานในหลากหลายรูปแบบ เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนและประชาชนสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

โดย กฟผ. ได้จัดโครงการ "ล้างแอร์ช่วยชาติ” ด้วยการมอบส่วนลดล้างเครื่องปรับอากาศมูลค่า 300 บาท จำนวน 30,000 เครื่อง โครงการมอบส่วนลดซื้อผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 จำนวน 15,000 สิทธิ์ โครงการล้างคอนเดนเซอร์เครื่องทำความเย็นในอาคารภาครัฐ จำนวน 93 แห่ง และการสนับสนุน ENZY Platform สำหรับบริหารจัดการพลังงานในอาคารภาครัฐในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล

ขณะที่ ปตท. (PTTOR) ให้ความร่วมมือในการรณรงค์ให้ประชาชนนำรถยนต์เข้าตรวจเช็กฟรี 35 รายการที่ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ประหยัดเชื้อเพลิง พร้อมรับส่วนลดสินค้าและบริการต่าง ๆ อีกด้วย รวมทั้งยังได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงินร่วมสนับสนุนสินเชื่อด้านพลังงาน เพื่อส่งเสริมการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพและใช้พลังงานทดแทน ลดต้นทุนระยะยาวอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือในการประกาศเจตนารมณ์จากผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) อีกด้วย

“ผมอยากบอกว่า อะไรที่ประชาชนทำเองได้ ก็สามารถทำได้ทันทีเลยนะครับ เพราะว่าจะช่วยให้ท่านประหยัดได้ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ทางภาครัฐเองก็มีสิ่งที่จะช่วยกระตุ้นสนับสนุนให้กับภาคเอกชนและพี่น้องประชาชนที่จะทำอย่างไรให้ประหยัดพลังงานได้มากที่สุด ต้องขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้ง กฟผ. ปตท. และกองทุนเพื่อส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน ที่มาช่วยสนับสนุนการประหยัดพลังงานเพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม”

กฟผ. เปิดตัว 4 แคมเปญ หนุนลดใช้พลังงานทั้งบ้านและภาครัฐ

ทั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หนึ่งในหน่วยงานที่ร่วมกิจกรรม “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” ได้ออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และยังได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ด้วย

ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้กล่าวถึงโครงการและกิจกรรมส่งเสริมการลดใช้พลังงาน ทั้งภาคที่อยู่อาศัย และอาคารภาครัฐ ของทาง กฟผ. ว่า มีด้วยกัน 4 แคมเปญ ประกอบด้วย

ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
1. โครงการล้างแอร์ช่วยชาติ

กฟผ. ร่วมกับผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าและผู้ให้บริการผ่านระบบออนไลน์ มอบส่วนลดการล้างเครื่องปรับอากาศมูลค่า 300 บาทต่อเครื่อง จำนวน 30,000 สิทธิ์ เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า ลดค่าใช้จ่าย และยืดอายุการใช้งานเครื่องปรับอากาศในภาคที่อยู่อาศัย

โดยโครงการนี้คาดว่าจะช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 5.52 ล้านหน่วย/ปี คิดเป็นค่าไฟฟ้า 27.6 ล้านบาท/ปี และลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 2,878 ตัน/ปี

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียน ณ ห้างสรรพสินค้า และผู้ให้บริการผ่านระบบออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม - 23 พฤษภาคม 2569

2. กิจกรรมส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานเบอร์ 5

กฟผ. ร่วมกับ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พ.พ.) มอบส่วนลดสำหรับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากเบอร์ 5 จำนวน 45 ผลิตภัณฑ์ จำนวน 15,000 สิทธิ์ ณ ห้างสรรพสินค้าที่เข้าร่วมกิจกรรมฯ ได้แก่ เพาเวอร์ บาย (Power Buy), โฮมโปร (HomePro), เมกาโฮม (Mega Home), เดอะมอลล์ (The Mall), สยามพารากอน (Siam Paragon), เอ็มโพเรียม (EMPORIUM), ไทวัสดุ (Thai Watsadu), บีเอ็นบี โฮม (BNB Home), ฮาร์ดแวร์เฮาส์ (Hardware House), ดูโฮม (Dohome), โกลบอลเฮ้าส์ (Global House), โฮมวัน (Homeone), ร้านสหกรณ์ผู้ปฏิบัติงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำกัด เป็นต้น

โดยสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ทางเว็บไซต์ กฟผ. (www.egat.co.th) ตั้งแต่วันที่ 1-15 เมษายน 2569


3. โครงการล้างคอนเดนเซอร์เครื่องทำความเย็น

กฟผ. ร่วมกับสมาคมช่างเหมาไฟฟ้าและเครื่องกลไทย (TEMCA) ดำเนินการล้างคอนเดนเซอร์เครื่องทำความเย็นในอาคารภาครัฐ จำนวน 93 แห่ง รวมถึงจัดอบรมเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการ วิศวกร และยังช่างเทคนิค

โครงการนี้คาดว่าจะลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 4.65 ล้านหน่วย/ปี คิดเป็นค่าไฟฟ้า 23.25 ล้านบาท/ปี และลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กว่า 2,425 ตัน/ปี

โดยหน่วยงานที่สนใจสามารถติดต่อรับสิทธิ์ผ่านทางสมาคมฯ ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม - 25 กันยายน 2569

4. Energy Solutions

กฟผ. สนับสนุน ENZY Platform เพื่อยกระดับการจัดการพลังงานในอาคารภาครัฐผ่านกลยุทธ์ วิเคราะห์-ปรับพฤติกรรม-ควบคุม เพื่อสร้างต้นแบบการลดการใช้ไฟฟ้าที่วัดผลได้จริง และต่อยอดสู่การบริหารจัดการข้อมูลในอนาคต

โดยหน่วยงานราชการในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ที่สนใจสามารถสมัครและส่งใบเสร็จค่าไฟฟ้าย้อนหลัง 3 เดือน (เดือนเมษายน พฤษภาคม และ มิถุนายน ของ ปี 2568) ร่วมสมัครได้ที่ http://energysolutions.egat.co.th/ ตั้งแต่วันนี้ - 31 มีนาคม 2569 ซึ่ง กฟผ. จะคัดเลือกหน่วยงานที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข โดยมีเป้าหมายดำเนินการนำร่องจำนวน 5 แห่ง

โดยภายในงานกิจกรรม “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” กฟผ. ได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรต่าง ๆ ในโครงการดังกล่าว

“ในนามการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ขอขอบคุณผู้ประกอบการ ผู้ผลิตสินค้า สมาคมช่างเหมาไฟฟ้าและเครื่องกลไทย (TEMCA) และทุกภาคส่วนที่สนับสนุนการดำเนินงานในครั้งนี้ครับ” ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช กล่าว

แม้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์พลังงานโลกได้ แต่เราทุกคนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานของตนเองได้ โดยเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว เช่น ปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศา เลือกใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนบุคคล และใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง พลังเล็ก ๆ จะรวมกันเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ จะช่วยให้ประเทศ สามารถก้าวผ่านวิกฤตพลังงานครั้งนี้ไปได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน