ดัชนีอุตฯ มี.ค. ส่อทรุด สวนทาง ก.พ. ฟื้นตัว หลังสงครามยืดเยื้อ ดันต้นทุนพลังงานพุ่ง ชี้รัฐปรับเพดานราคาน้ำมันดีเซลที่ 33บาท เป็นกรอบราคาที่ภาคอุตฯบริหารจัดการได้ แต่หากปรับตัวสูงกว่านี้จะส่งผลให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 5-12% และอาจผลักดันราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 3-5% พร้อมเรียกรัฐให้รัฐหนุนจ็อบเบอร์ เพื่อลดช่องว่างราคาน้ำมัน และระงับการส่งออกเศษเหล็ก เศษอลูมิเนียม และเศษกระดาษ เพื่อเอาไว้ใช้ในประเทศ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าผลการสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม2569 ส่อแววชะลอตัวลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 90.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.7 ในเดือนมกราคม 2569 เนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา–อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตในภาพรวม
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า มาจากปัจจัยสนับสนุนจากหลายด้าน โดยศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกามีมติให้มาตรการภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) เป็นโมฆะ อย่างไรก็ตาม ได้มีการประกาศใช้มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐฯ (The Trade Act of 1974) เพื่อจัดเก็บภาษีในอัตรา 10% กับทุกประเทศ ส่งผลให้อัตราภาษีของไทยปรับลดลงเป็นระยะเวลา 150 วัน ซึ่งช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ส่งออกในระยะสั้น
นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% เหลือ 1.00% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งช่วยบรรเทาภาระหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs และภาคครัวเรือน ขณะเดียวกัน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มขยายตัว โดยในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการลงทุน 33,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่งผลให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้น 15% ช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจ้างงาน และสนับสนุนกิจกรรมการผลิตในประเทศ
ในส่วนของมาตรการภาครัฐ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เป็นการชั่วคราวระยะเวลา 1 ปี จาก 0.46% เหลือ 0.32% ต่อปี ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของสถาบันการเงิน สนับสนุนการขยายสินเชื่อ และเพิ่มสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ส่วนการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลตรุษจีนมีแนวโน้มคึกคัก โดยคาดว่ามีมูลค่าการใช้จ่ายรวมประมาณ 54,221 ล้านบาท ขยายตัว 5.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลดีต่อการบริโภคสินค้า โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เสื้อผ้า รวมถึงอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์
อย่างไรก็ตาม ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยังมีปัจจัยลบที่ต้องติดตาม ได้แก่ การใช้กำลังการผลิตในบางอุตสาหกรรมอยู่ในระดับต่ำ อาทิ อุตสาหกรรมสิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์เซรามิก เครื่องจักรกลการเกษตร และเครื่องดื่ม นอกจากนี้ ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ไฟป่าตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศและควันข้ามแดน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน รวมถึงการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนของไทย
สำหรับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในเดือนมกราคม 2569 การนำเข้าขยายตัว 29.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนที่เพิ่มขึ้น 29.5% ในกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน (22.12%) เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ (53.69%) และเคมีภัณฑ์ (5.15%) ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ และเพิ่มความเสี่ยงด้านการสวมสิทธิ์สินค้า
นายเกรียงไกร กล่าวว่า การตัดสินใจขยับกรอบการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจากเดิมไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เป็น 33 บาทต่อลิตรของภาครัฐ โดยอยู่ระหว่างการทยอยปรับขึ้น เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถปรับตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ภาคอุตสาหกรรมประเมินว่า หากราคายังไม่เกินระดับดังกล่าว ธุรกิจยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่หากปรับตัวสูงกว่านี้จะส่งผลให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 5-12% และอาจผลักดันราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 3-5% โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ กลุ่มเหล็ก อลูมิเนียม พลาสติก เยื่อกระดาษ แก้ว เซรามิก
ปิโตรเคมีและปูนซีเมนต์ จากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเป็นอุตฯที่ใช้พลังงานสูง ส่งผลต่อแนวโน้มการปรับราคาสินค้า ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นยังได้รับผลกระทบในระดับจำกัด
นอกจากนี้ ต้นทุนการขนส่งทางเรือปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากข้อจำกัดด้านเส้นทางการเดินเรือและความล่าช้าในการขนส่งสินค้า ส่งผลให้ราคาสินค้าและแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น
ในส่วนของต้นทุนพลังงาน พบว่าราคาน้ำมันเตามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจาก 7-8 บาทมาอยู่ที่ประมาณ 23–24 บาทต่อลิตร ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังเป็นเชื้อเพลิงหลักในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็ก สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด
ขณะเดียวกัน ยังเกิดปัญหาราคาเขย่งในตลาดน้ำมัน โดยราคาหน้าปั๊มและราคาขายผ่านผู้ค้ารายย่อย (Jobber) ต่างกันสูงถึง 11-12 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ผู้ค้าขาดสภาพคล่องในการจัดหาน้ำมันไปป้อนภาคการผลิตและเกษตรกรรม จนเริ่มเกิดภาวะขาดแคลนในบางพื้นที่ ทั้งนี้ ส.อ.ท. ประเมินแนวโน้มราคาสินค้าไทยภายใต้ความไม่แน่นอนของสงครามและราคาน้ำมัน แบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์หลัก ได้แก่
กรณีฉากทัศน์ที่หนึ่ง หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 1–2 บาทต่อลิตร จะถือเป็นการปรับขึ้นในระดับต่ำ โดยผลกระทบจะอยู่ในวงจำกัด ต้นทุนด้านการขนส่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 3–5% ส่งผลให้ราคาสินค้าโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อก็คาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำ ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการ SMEs อาจเริ่มเผชิญแรงกดดันด้านกำไรมากขึ้น
สำหรับฉากทัศน์ที่สอง หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 2–4 บาทต่อลิตร ผลกระทบจะขยายตัวในวงกว้างมากขึ้น โดยคาดว่าต้นทุนด้านการขนส่งจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 5–12% ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและบริการในหลายภาคส่วนปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) อาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับ 4 บาทต่อหน่วย จากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นราว 3–5% และเริ่มเห็นแรงกดดันเงินเฟ้อในระดับ 0.5–1.0% ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs จะเริ่มประสบปัญหาสภาพคล่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม เซรามิก ปูนซีเมนต์ เยื่อกระดาษ และเคมี จะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 35–50% ของต้นทุนการผลิต โดยภาพรวมถือเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุน
กรณีฉากทัศน์ที่สาม หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 บาทต่อลิตร จะถือเป็นระดับที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงในลักษณะใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2565–2566 ซึ่งราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงถึง 120–140 เหรียญต่อบาร์เรล โดยในช่วงดังกล่าวรัฐบาลได้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ลิตรละ 34.94 บาท ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบสูงสุดถึง 132,671 ล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 2565 อย่างไรก็ตามระดับราคาน้ำมันดังกล่าวยังคงส่งผลทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 15–20% ขณะที่ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ปรับสูงขึ้นถึง 5.16 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ภาพรวมราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นราว 6–8% และทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 6% ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบในวงกว้างต่อค่าครองชีพและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการรองรับเพื่อป้องกันผลกระทบลุกลาม ได้แก่ การอุดหนุนผู้ค้ารายย่อย (Jobber) เพื่อลดช่องว่างราคาน้ำมัน การพิจารณาระงับการส่งออกเศษเหล็ก เศษอลูมิเนียม และเศษกระดาษ เพื่อรักษาวัตถุดิบในประเทศ และการบริหารราคาดีเซลแบบค่อยเป็นค่อยไปจากผลการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,340 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ 57.5% เศรษฐกิจโลก 53.1% นโยบายภาครัฐ 37.7% ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 53.6% ราคาพลังงาน 27.5% การเข้าถึงสินเชื่อ 26.9% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 19.8%
ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 95.9 ในเดือนมกราคม 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากผลผลิตทางการเกษตรที่ทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น อาทิ ทุเรียน มังคุด เงาะ และขนุน ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนรายได้ของเกษตรกร และกระตุ้นการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจภูมิภาค นอกจากนี้ การขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐภายใต้รัฐบาลใหม่ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุน และการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างประเทศจากการใช้มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา อาทิ มาตรา 201 มาตรา 232 มาตรา 301 และมาตรา 338 ซึ่งอาจส่งผลกดดันต่อการค้าโลก การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ยังคงเป็นอีกปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อทิศทางราคาพลังงานโลก และบรรยากาศการค้าในตลาดโลกในระยะต่อไป
ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ
1. เสนอให้ยกระดับกลไกติดตามมาตรการการค้าของสหรัฐฯ โดยบูรณาการภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบเพื่อร่วมประเมินผลกระทบจากมาตรการตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ เช่น มาตรา 232, 301 รวมถึงมาตรการกีดกันรูปแบบอื่นๆ ควบคู่กับการจัดทำยุทธศาสตร์การเจรจาเชิงรุกเพื่อลดข้อจำกัดทางการค้าและรักษาความสามารถในการแข่งขัน
2. เสนอให้ภาครัฐเร่งบังคับใช้มาตรการเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ เช่น มาตรการ AD (Anti-Dumping), CVD (Countervailing Duty) และ SG (Safeguard Measure) โดยจัดตั้งศูนย์ติดตามความเสี่ยงการนำเข้าเพื่อคัดกรองสินค้าเสี่ยงและเปิดไต่สวนเชิงรุก พร้อมยกระดับการตรวจสอบการนำเข้า ป้องกันการสำแดงราคาต่ำ สวมพิกัด เปลี่ยนแหล่งกำเนิด และการส่งผ่านประเทศที่สาม
3. เสนอให้ภาครัฐเร่งสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับ Smart Agriculture Industry (SAI) และเพิ่มมูลค่าการแปรรูปวัตถุดิบเกษตร แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและยกระดับความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไทย โดยสนับสนุนเงินทุนปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ ผลักดัน R&D และยกระดับมาตรฐานสากล


