“ ผลิตไฟฟ้า”อัดงบลงทุนปี69อยู่ที่ 3หมื่นล้านบาท เพื่อแสวงหาโอกาสการลงทุน เน้นM&Aโรงไฟฟ้าก๊าซฯและพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐฯ แย้มอยู่ระหว่างการเจรจาคาดว่าจะความชัดเจนในกลางปีนี้ ส่วนผลการดำเนินงานคาดว่ามีรายได้เติบโตขึ้นกว่าปีก่อนมาจากการรับรู้รายได้เต็มปีหลายโครงการทั้งโรงไฟฟ้า Pinnacle ll และการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้า Linden Cogen เป็น 38% ส่วนสงครามภูมิภาคตะวันออกกลางได้รับผลกระทบในวงจำกัดและบริษัทมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เนื่องจากมีการกระจายการลงทุนที่หลากหลาย ทั้งในด้านประเภทเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า และธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องอื่น ๆ
นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าจำกัด(มหาชน)หรือ EGCO เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทเตรียมงบลงทุนไว้ 30,000 ล้านบาท เพื่อแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ผ่านการลงทุนทั้งรูปแบบการควบรวมและซื้อกิจการ(M&A)ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา 2โครงการคาดว่าจะมีความชัดเจนในกลางปีนี้ โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าในสหรัฐฯเพิ่มสูงมากจากธุรกิจData Center รวมทั้งการลงทุนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ เน้นลงทุนในประเทศที่บริษัทมีฐานธุรกิจอยู่แล้ว
ส่วนในไทย บริษัทเตรียมลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PPA)ในโครงการ RE Big Lot รอบที่ 2 กับ กฟผ. (SPP) 10 โครงการ และ PPA กับ กฟภ. (VSPP) 1 โครงการ คาดว่า เซ็นสัญญาPPA ทั้งหมดภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 และการก่อสร้างโครงการแรกจะเริ่มกลางปี 2570 โดยจะทยอยเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในปี 2571-2573
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษานโยบาย Direct PPA ที่เปิดทางให้ภาคเอกชนทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ผลิตได้โดยตรง ซึ่งเป็นแรงดึงดูดสำคัญในการลงทุนของธุรกิจ Data Center ที่ต้องการพลังงานสะอาดและมีเสถียรภาพ ในขณะที่โครงการนิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง (ERIE) อยู่ระหว่างการติดตามความเป็นไปได้ในการรับไฟฟ้าจากระบบส่ง (Grid) ของ กฟผ. และการหารือขายหรือให้เช่าที่นิคมฯกับกลุ่มลูกค้า Data Centerที่สนใจลงทุนในนิคมฯหลายราย รวมทั้งยังอยู่ระหว่างการหาโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติมในรูปแบบโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อขายตรง (Independent Power Supply: IPS) และการขายไฟฟ้าผ่าน Direct PPA เพื่อรองบรับความต้องการของกลุ่มลูกค้า Data Center ในพื้นที่นิคมฯ ในอนาคตอีกด้วย
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการปี2569 คาดจะเติบโตจากปีก่อนที่มีรายได้รวม 37,905 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 4,727 ล้านบาท เนื่องจากปีนี้บริษัทรับรู้รายได้เพิ่มเต็มปีจากโครงการทั้งในและต่างประเทศที่บริษัทเข้าไปลงทุนก่อนหน้านี้ ในสหรัฐอเมริกาเป็นการรับรู้รายได้เต็มปีจากการลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle ll และการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้า Linden Cogen เป็น 38% รวมทั้งคาดว่าโรงไฟฟ้าที่บริษัทถือหุ้นในสหรัฐอเมริกา จะได้รับประโยชน์จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นจากความต้องการของธุรกิจ Data Center และ AI ในฟิลิปปินส์เป็นการรับรู้รายได้เต็มปีจากโรงไฟฟ้า Quezon ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่ 400 เมกะวัตต์ ในอินโดนีเซียเป็นการขยายการลงทุนของธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน CDI Group
ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัจจุบันบริษัทได้รับผลกระทบในวงจำกัด เนื่องจากโครงการที่มีสัญญาPPA ค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นสามารถส่งผ่านค่าเชื้อเพลิงไปยังผู้รับซื้อไฟฟ้า (Off-taker) ในขณะที่โครงการที่ขายไฟฟ้าใน Pool Market ค่าไฟฟ้าจะสะท้อนค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น นอกจากนี้ บริษัทมีการสำรองเชื้อเพลิงที่เพียงพอและมีระบบขนส่งที่ไม่ได้พึ่งพาเส้นทางความขัดแย้งโดยตรง ทำให้มั่นใจว่าการผลิตไฟฟ้าจะไม่หยุดชะงัก รวมทั้งบริษัทมีการกระจายการลงทุนที่หลากหลาย (Diversified Portfolio) ทั้งในด้านประเภทเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า (Renewable & Conventional) และธุรกิจอื่น ๆ ช่วยลดการกระจุกตัวของความเสี่ยง ทำให้ EGCO ยังคงมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและโครงสร้างทางการเงินที่มั่นคง พร้อมรับมือกับความผันผวนของตลาดทุนทั่วโลก
“EGCO Group เชื่อมั่นว่า กลยุทธ์ “POWER4” จะเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืน พร้อมนำพาองค์กรก้าวสู่เป้าหมายการเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำทั้ง 3 ระยะ และมีความเชื่อมั่นในพลัง ONE EGCO ที่จะเปลี่ยนทุกความท้าทายให้เป็นโอกาส EGCO Group ไม่ได้มองแค่ผลสำเร็จในระยะสั้น แต่เรามุ่งหวังที่จะสร้าง ONE GOAL คือความมั่นคงที่ยั่งยืนและสมดุล เพื่อส่งต่อพลังงานให้สังคมและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้กับนักลงทุนต่อไป” นายธวัชชัย กล่าว


