xs
xsm
sm
md
lg

CAAT หวั่นสู้รบยืดเยื้อ ราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่ง ทำค่าตั๋วแพง เล็งถกขอลดภาษีฯและค่าบริการสนามบิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



CAAT หวั่นสู้รบ”ตะวันออกกลาง”ยืดเยื้อ เชิญผู้ให้บริการน้ำมันเครื่องบินหารือ ย้ำห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา เล็งหารือคลัง -ทอท.หาทางลดภาษีสรรพสามิต ,ค่าบริการสนามบิน ด้าน”สุวรรณภูมิ”เผย สู้รบ 10 วัน สายการบินยกเลิกรวม 406 เที่ยวบิน


พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) หรือ กพท. เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กระทบต่อการส่งออกน้ำมันที่มีปริมาณถึง 20 % ของโลก โดยช่วง 1-2 วันแรกราคาน้ำมันปรับเพิ่มจาก 70-80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ไปอยู่ที่กว่า 200 ดอลลาร์ต่อบารเรล หรือเพิ่มขึ้นไป 2-3 เท่า ซึ่งราคาน้ำมันเป็นต้นทุนโดยตรงค่าโดยสารเครื่องบิน เรื่องนี้ CAAT โดย นายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสายพัฒนาเศรษฐกิจการบิน จึงได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันอากาศยาน ทั้งผู้ผลิต ผู้ให้บริการ ให้กับสายการบินเข้ามาหารือ เพื่อหาแนวทางในการควบคุมราคาต้นทุนน้ำมัน เพื่อไม่ให้ราคาค่าโดยสารเพิ่มสูงขึ้น สำหรับเส้นทางภายในประเทศเพราะจะทำให้ผู้โดยสารเดือดร้อน

“CAAT จะหารือกับผู้ให้บริการน้ำมันเครื่องบิน ร่วมกันหาทางแก้ปัญหา เช่น หาแหล่งน้ำมันที่ราคาต่ำ จากแหล่งอื่นได้หรือไม่ และห้ามผู้จำหน่ายน้ำมันเครื่องบินฉวยโอกาสขึ้นราคาจากต้นทุนราคาน้ำมันที่มีอยู่เดิม ต้องคุยกันด้วยข้อเท็จจริง เพราะไม่แฟร์กับสายการบินและผู้โดยสาร ซึ่งปัจจุบันราคาค่าโดยสารยังไม่กระทบ แต่หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ เป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันหลังจากนี้จะปรับเพิ่มขึ้น และอาจส่งไปทำให้ต้นทุนสายการบินเพิ่มและทำให้ค่าโดยสารเส้นทางภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เชื่อว่าราคาที่เพิ่มขึ้นจะไม่สูงไปจนถึงเพดานที่กำหนด เพราะเมื่อค่าตั๋วเครื่องบินราคาแพง ประชาชนก็จะหันไปเดินทางด้วยขนส่งอื่นแทนเครื่องบิน เป็นกลไกทางตลาดและการตัดสินใจของผู้บริโภคที่จะรับราคาค่าโดยสารได้แค่ไหน เมื่อรู้สึกว่าแพงเกินไปก็ไปเลือกการเดินทางแบบอื่น”

นอกจากนี้ หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นไม่สามารถควบคุมได้ อาจจะต้องทางลดค่าใช้จ่ายด้านอื่น เช่น หารือกับกระทรวงการคลัง ในประเด็นการลดภาษีสรรพสามิต รวมไปหารือกับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) หรือทอท. และผู้ให้บริการสนามบิน ในการลดค่าบริการต่างๆ เช่น ค่าบริการในการขึ้นลงของอากาศยาน (Landing Charge) และค่าบริการที่เก็บอากาศยาน (Parking Charge) เพื่อช่วยผู้โดยสาร


นอกจากนี้ ยังมีการปิดหรือจำกัดน่านฟ้าในตะวันออกกลาง ทำให้การบินระหว่างประเทศต้องปรับเส้นทางและตารางบิน โดยเฉพาะเที่ยวบินที่ต้องใช้สนามบินในตะวันออกกลางเช่น สนามบินดูไบ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนเครื่องสำคัญของโลก ไม่สามารถทำการบินได้ ซึ่งในแง่ของอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยนั้น มีทั้งแง่และและบวก เนื่องจากเส้นทางบินจากไทยไปยังยุโรป จะมี 2 ทางเลือกคือ สายการบินทำการบินตรง หรือ เที่ยวบินแบบแวะเปลี่ยนเครื่อง ซึ่งตะวันออกกลางเป็นจุดเปลี่ยนเครื่องสำคัญของโลก ปัจจุบันเที่ยวบินแวะเปลี่ยนเครื่องที่ตะวันออกกลางต้องยกเลิก ทำให้ผู้โดยสารต้องใช้เที่ยวบินตรงแทน ซึ่งทำให้เที่ยวบินยุโรปของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เต็ม 100% และยังมีรอใน Waiting List อีกด้วย

“ตอนนี้สถานการณ์เร่งด่วนคือ หาทางส่งผู้โดยสารตกค้างกลับ เนื่องจากเป็นภาวะสงครามที่เหตุการณ์ไม่ปกติ ซึ่ง CAAT มีการผ่อนปรนบางเรื่องเพื่อช่วยเหลือ เช่น การอนุญาตให้สายการบิน ทำการบินเหมาลำเพื่อรับส่งบุคคลกลับประเทศ เพราะในทางกลับกัน ประเทศไทยก็จะมีการขอทำการบินด้วยเครื่องบินและสายการบินของไทยเพื่อรับคนไทยกลับเช่นกัน”

ผอ.CAAT กล่าวว่า กรณีตะวันออกกลางยืดเยื้อ เชื่อว่าจะไม่กระทบกับการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ส่วนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ก็ยังเป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพสำหรับประเทศไทย ซึ่งมักจะเดินทางเข้ามาเป็ฯกลุ่มที่เดินทางมาด้านรักษาพยาบาล ซึ่งจะมีครอบครัวและคนติดตามมาด้วย ทำให้เกิดการใช้จ่ายทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พัก และการจับจ่ายใช้สอยต่างๆ ปัญหาของไทยคือมี เครื่องบินรองรับความต้องการได้เพียงพอหรือไม่เท่านั้น

สำหรับ ตารางบินฤดูร้อน (Summer Schedule) ปี 2569 (มี.ค.69- ต.ค. 69) มีปริมาณเที่ยวบินเพิ่มประมาณ 5-8% จากปีก่อน โดยมี 2 ตลาดสำคัญคือ จีนที่มีเที่ยวบินกลับมาทำการบินเพิ่มและอินเดียเปิดเที่ยวบินเพิ่ม นอกจากนี้ ทางสนามบินยังมีการจูงใจให้สายการบินทำการบินช่วงที่มีเที่ยวบินยังไม่หนาแน่น

@ “สุวรรณภูมิ”เผยสู้รบ 10 วันสายการบินยกเลิกรวม 406 เที่ยวบิน

ด้านนายศิโรตม์ ดวงรัตน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) หรือทอท. กล่าวว่า ในช่วงแรกที่เกิดเหตุในพื้นที่ตะวันออกกลาง มีเที่ยวบินเส้นทางตะวันออกกลางยกเลิกประมาณ 70-80 เที่ยวบินต่อวัน ปัจจุบันลดลงเหลือประมาณ 40 เที่ยวบินต่อวัน ซึ่งหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อต่อไป ทอท.จะหาแนวทางเชิญชวนสายการบินที่ใช้ตะวันออกกลางเป็นจุดแวะเปลี่ยนเครื่อง(ฮับ) ให้มาใช้สุวรรณภูมิ เป็นฮับแทน

วันที่ 9 มี.ค. 2569 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) หรือทอท. รายงานว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้สายการบินบางส่วนที่ให้บริการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปรับแผนการบินเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการปฏิบัติการบิน โดยข้อมูล ณ วันที่ 9 มีนาคม 2569 (เวลา 14.00น.) มีสายการบินได้รับผลกระทบ 7 สายการบิน ยกเลิกเที่ยวบินจำนวน 40 เที่ยวบิน แบ่งเป็น เที่ยวบินขาออก 19 เที่ยวบิน ขาเข้า 21 เที่ยวบิน เที่ยวบินสำหรับทำการบินรับส่งบุคคลกลับประเทศ (repatriation) 5 เที่ยวบิน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569- 9 มีนาคม 2569 มีเที่ยวบินได้รับผลกระทบ รวมแล้ว 406 เที่ยวบิน แบ่งเป็น ขาออก 205 เที่ยวบิน ขาเข้า 201 เที่ยวบิน

โดย สายการบิน ที่ให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศไทยกับภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือผ่านน่านฟ้าใกล้เคียง ได้รับผลกระทบจำนวน 7 สาย เช่น สายการบิน EL Al Israel Airlines, Air Arabia, Emirates, Qatar Airways, Etihad Airways, Gulf Air, Kuwait Airways