xs
xsm
sm
md
lg

ปตท. กำไรปี 68 แตะ 9 หมื่นล้าน เคาะปันผลพิเศษครั้งแรก ตอกย้ำบริหารเงินสดแข็งแรง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปตท. แสดงศักยภาพผู้นำพลังงานไทยประกาศผลการดำเนินงานปี 2568 กำไรสุทธิเฉียด 90,166 ล้านบาท อนุมัติจ่ายปันผลรวม 2.30 บาทต่อหุ้น พร้อมจ่ายปันผลพิเศษเป็นครั้งแรก ชูความสำเร็จจากกลยุทธ์ "Profit Enhancement" และการบริหารพอร์ตธุรกิจเชิงรุก มุ่งยกระดับสู่ Global LNG Player ควบคู่การผลักดันเทคโนโลยี CCS เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำ

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่โลกมีความผันผวนสูงมาก ทั้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และราคาพลังงาน แต่ ปตท. สามารถยืนหยัดได้ด้วยกลยุทธ์ที่ผ่านการวิเคราะห์มาอย่างรอบด้าน โดยมุ่งเน้นธุรกิจหลัก Hydrocarbon ซึ่งมีความเชี่ยวชาญ พร้อมทบทวนกลยุทธ์และปรับพอร์ตธุรกิจ Non-Hydrocarbon อีกทั้งสร้างความแข็งแรงจากภายใน ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านโครงการสำคัญ

ดร.คงกระพัน ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการออกมาเหนือความคาดหมายท่ามกลางปัจจัยลบ คือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพภายในกลุ่มที่ทำอย่างต่อเนื่อง “ปีที่แล้วปัจจัยลบหนักมาก ทั้งราคาน้ำมันที่ตกลงและ Margin ของปิโตรเคมีและโรงกลั่นที่ต่ำสุด ถ้าเราปล่อยให้เป็นไปตามธุรกิจปกติ (BAU) กำไรจะเหลือเพียง 5 หมื่นกว่าล้านบาท แต่เพราะเรามีโครงการ Profit Enhancement ซึ่งครอบคลุมการปรับปรุงประสิทธิภาพภายในผ่านโครงการสำคัญ อาทิ P1, D1, T1 รวมถึงโครงการ MissionX และ AXIS ที่นำ AI มาใช้ ตลอดจนการทำ Asset Monetization ปรับรวมทรัพย์สินและปรับโครงสร้าง Portfolio ธุรกิจใหม่ ทำให้เราสร้างมูลค่าเพิ่มจากการความร่วมมือภายในกลุ่มได้สูงถึง 38,000 ล้านบาท ช่วยรักษาฐานกำไรไว้ที่ 9 หมื่นล้านบาทได้ตามเป้าหมาย”

ด้วยเหตุนี้ ปตท. จึงตัดสินใจจ่ายปันผลพิเศษเพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้น “ปีนี้เรามีการปันผลพิเศษเนื่องจากเราสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ดี ทุกอย่างที่เราพูด เราทำชัดเจน แม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีนัก เรายังคงมีความตั้งใจในการดูแลผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องผ่านอัตราปันผลที่สูงกว่า 6% และรักษา Credit Rating ไว้ได้อย่างมั่นคง เพื่อรองรับการเติบโตตามกลยุทธ์ในอนาคต”

โดยในปี 2568 พร้อมจ่ายเงินปันผลในอัตรา 2.30 บาทต่อหุ้น โดยเป็นเงินปันผลจ่ายสำหรับผลประกอบการประจำปี 2.10 บาทต่อหุ้น และเพิ่มเงินปันผลพิเศษเป็นครั้งแรกอีก 0.20 บาทต่อหุ้น นอกจากผลตอบแทนด้านปันผล ปตท. ยังดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนและเตรียมเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน


ดร.คงกระพัน เปิดเผยว่า ปัจจัยที่ทำให้นักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกต่อบริษัท มาจากความชัดเจนของกลยุทธ์และการดำเนินงานได้ตามแผน “เรื่องแรกคือความชัดเจนของกลยุทธ์ที่เราโฟกัสธุรกิจหลักมาตลอด 2-3 ปี ต่อเนื่องด้วยประเด็นที่สองคือเราดำเนินการได้ตามแผน ทุกอย่างที่พูดเราทำชัดเจน ผลประกอบการจึงออกมาเหนือความคาดหมายในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีนัก นอกจากนี้ยังมีความตั้งใจในการดูแลผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้มีการปันผลพิเศษเนื่องจากเราบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ดี”

การขับเคลื่อนธุรกิจของ ปตท. ยังคงตั้งอยู่บนพื้นฐานความสมดุลพลังงาน 3 ด้าน (Energy Trilemma) ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ความเป็นธรรมในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่แข่งขันได้ (Affordability) และความยั่งยืน (Sustainability) โดยในปี 2569 ปตท. มุ่งขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยธุรกิจสำรวจและผลิตได้เร่งเพิ่มกำลังการผลิตในโครงการสำคัญเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ได้แก่ แหล่งอาทิตย์, แหล่งสินภูฮ่อม และพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย (MTJDA) รวมถึงการลงทุนเพิ่มเติมในแหล่งก๊าซธรรมชาติบนบกที่ประเทศแอลจีเรีย

ขณะเดียวกันได้เร่งสร้างการเติบโตในธุรกิจ LNG ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อมุ่งสู่การเป็น Global LNG Player โดยวางเป้าหมายขยาย Portfolio สู่ 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578 ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการค้า LNG ปริมาณ 3.3 ล้านตัน และลงนามสัญญาระยะยาวเพิ่มเติมอีก 1.6 ล้านตัน

นอกจากนี้ โครงการปรับพอร์ตการลงทุนธุรกิจปิโตรเลียมและการกลั่น (Genesis) เพื่อแสวงหาพันธมิตรระดับโลกมาเสริมความแข็งแกร่งให้กับบริษัท Flagship มีความคืบหน้าตามแผนงานและคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปี 2569 นี้ พร้อมทั้งยกระดับ บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT Tank) เป็น Infrastructure Flagship เพื่อบริหารจัดการสินทรัพย์ของกลุ่มให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับธุรกิจ Non-Hydrocarbon ปตท. ประสบความสำเร็จในการปรับโครงสร้างธุรกิจ EV ตามกลยุทธ์ Smart Exit ส่งผลให้ได้รับเงินสดกลับมากว่า 13,000 ล้านบาท จากการลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท ฮอริษอน พลัส (Horizon Plus), การขายหุ้น CATL และการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย ด้านธุรกิจ Life Science ได้มุ่งเน้นการสร้างการเติบโตแบบพึ่งพาตนเอง (Self-Funding) ผ่านการผนึกพันธมิตรที่เชี่ยวชาญ พร้อมรุกตลาดยาในสหรัฐอเมริกาผ่านบริษัท New Alvogen Group Holdings Inc. (Alvogen US)


ขับเคลื่อนโครงการ Eastern Thailand CCS Hub บริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบนร่วมกับภาครัฐต่อเนื่อง ควบคู่กับการผลักดันเทคโนโลยี CCS (Carbon Capture and Storage) โดย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. มองว่า ความสำเร็จของโครงการจำเป็นต้องมีกฎหมายและกฎระเบียบรองรับที่ชัดเจน การบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสร้างสมดุลระหว่างมาตรการภาษีคาร์บอนและแรงจูงใจในการลงทุน เพื่อให้การดำเนินงานเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม และยืนยันพร้อมทำงานร่วมกับทุกรัฐบาล

“เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทยและต่อ ปตท. เนื่องจากการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 จำเป็นต้องอาศัย CCS เป็นกลไกหลักในการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งคาดว่าจะรองรับได้เกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณการปล่อยทั้งหมดของประเทศ”

“ปัจจัยความสำเร็จประกอบด้วยความพร้อมด้านเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาและใช้งานในระดับสากลแล้ว ควบคู่กับการจัดทำกฎหมายและกฎระเบียบรองรับในประเทศ โดยต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานระหว่างหลายกระทรวง เพื่อกำหนดกรอบการอนุญาตและมาตรฐานสำหรับการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งในชั้นใต้ดินและใต้ทะเล”

“นอกจากนี้ จำเป็นต้องสร้างความสมดุลระหว่างมาตรการภาษีคาร์บอนที่มุ่งลดการปล่อย กับมาตรการจูงใจ (Incentive) เพื่อสนับสนุนการลงทุนในโครงการ CCS โดยทั้งสองส่วนต้องดำเนินควบคู่กันอย่างเหมาะสม จึงจะผลักดันให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ดร.คงกระพัน ทิ้งท้ายถึงภารกิจด้านสังคมว่า ปตท. ลงทุนงบประมาณเกือบ 2% ของกำไร เพื่อดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งกิจกรรมน้อมรำลึกฯ "Still On My Mind" มีผู้เข้าร่วมกว่า 10,000 คน และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในสถานการณ์ต่าง ๆ รวมมูลค่ากว่า 181 ล้านบาท และหนังสั้นเผยแพร่พระราชกรณียกิจที่มียอดชมถล่มทลายรวมกว่า 14.6 ล้านวิว รวมถึงงาน Sustainability Spark 2026 ที่สร้างเครือข่ายความร่วมมือกว่า 122 องค์กร

ด้านสิ่งแวดล้อม สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. มีพื้นที่ปลูกป่าใหม่สะสมช่วงปี 2566–2568 กว่า 129,629 ไร่ สนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกและการก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ตอกย้ำบทบาทองค์กรพลังงานที่แข็งแกร่ง มุ่งมั่นดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างสมดุล เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตที่ยั่งยืน