เมื่อเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ความตึงเครียดทางการค้า การเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี มาตรฐานใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังทวีความรุนแรงอยู่ในขณะนี้ ทำให้ราคาน้ำมันผันผวนจนยากจะคาดเดา
ปตท.เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุก สร้างความแข็งแรงจากภายใน และจับมือพันธมิตรระดับโลกเพื่อเตรียมพร้อมรับมือปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ควบคู่นโยบายการทำธุรกิจที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สำคัญต้องเป็นธุรกิจที่ปตท.เชี่ยวชาญและแข่งขันในตลาดโลกได้
โดยปตท.ขยายพอร์ตธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว( Liquefied Natural Gas:LNG) ขยับไปสู่การเป็นผู้เล่นระดับโลก (Global LNG Player) และเดินหน้าโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero 2050
ปตท.นำคณะสื่อมวลเดินทางศึกษาดูงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) และธุรกิจ LNG ณ ภูมิภาคฮอกไกโด (Hokkaido) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของปตท. ในการขับเคลื่อนสู่ Energy Transition และ Net Zero 2050 โดยภูมิภาคฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น เป็นที่ตั้งของโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์แบบครบวงจรแห่งแรกของญี่ปุ่น รวมถึงเป็นภูมิภาคที่ LNG มีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
Ishikari LNG Terminal :คลังสำรองพลังงานฮอกไกโด
เริ่มจาก Ishikari LNG Terminal ศูนย์รับและจัดเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)ที่สำคัญ ดำเนินการโดยบริษัท Hokkaido Gas ตั้งอยู่ในพื้นที่ Ishikari Bay New Port ซึ่งเป็นเขตท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมสำคัญของฮอกไกโด รองรับการขนส่งระหว่างประเทศและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ด้วยทำเลที่เชื่อมโยงได้ทั้งภาคอุตสาหกรรมและเมืองหลัก
Ishikari LNG Terminal เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2012 เป็นจุดนำเข้า LNG เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานในภาคครัวเรือน พาณิชย์ และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าในช่วงที่ความต้องการสูง โดยมีสถานีรับก๊าซธรรมชาติในสถานะของเหลว( LNG Terminal )ซึ่งถูกทำให้เย็นจนมีอุณหภูมิต่ำมากเพื่อให้มีปริมาตรเล็กลง เหมาะแก่การขนส่งทางเรือ เมื่อเรือขนส่ง LNG เดินทางมาถึง Terminal จะมีขั้นตอนรับ LNG เข้าสู่ระบบ ผ่านกระบวนการถ่ายเทจากเรือเข้าสู่ถังเก็บ จากนั้น LNG จะถูกนำไปผ่านระบบแปรสภาพกลับเป็นก๊าซธรรมชาติ (Regasification) โดยในพื้นที่ฮอกไกโด จะจ่ายเข้าสู่เครือข่ายท่อก๊าซ (gas pipeline network) เพื่อส่งต่อให้ผู้ใช้ปลายทาง
สำหรับ ฮอกไกโด ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่มีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นและมีความต้องการพลังงานความร้อนสูง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว เป็นเกาะที่ไม่มีท่อก๊าซเชื่อมต่อกับเกาะฮอนชู (ซึ่งเป็นเกาะหลักของญี่ปุ่น) ทำให้ฮอกไกโดจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG ทางเรือเป็นหลักผ่าน Ishikari LNG Terminal ที่เปรียบเสมือน “คลังสำรองพลังงาน” สามารถรับมือความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยมีถังเก็บ LNG ขนาดใหญ่ 4ถัง ประกอบด้วย ถังที่ 1 ความจุ 180,000 ลูกบาศก์เมตร (เริ่มใช้งานปี 2012) ,ถังที่ 2 ความจุ 200,000 ลูกบาศก์เมตร (ปี 2016),ถังที่ 3 ความจุ 230,000 ลูกบาศก์เมตร (ปี 2018)และถังที่ 4 ความจุ 230,000 ลูกบาศก์เมตร (ปี 2020) รวมทั้งมีระบบท่อจ่าย (send-out) ที่เชื่อมต่อไปยังหน่วยแปรสภาพก๊าซ (regasification units) เพื่อเปลี่ยน LNG กลับเป็นก๊าซธรรมชาติ ก่อนส่งเข้าสู่เครือข่ายก๊าซเมือง (City Gas) หรือส่งเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้า
ขณะที่นโยบายการใช้พลังงานสะอาดของญี่ปุ่น มองว่า LNG เป็นพลังงาน “ระยะเปลี่ยนผ่าน” (transition fuel)เนื่องจากมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษทางอากาศต่ำกว่าถ่านหินและน้ำมัน และสามารถสนับสนุนการเดินระบบไฟฟ้าให้ยืดหยุ่น (flexible generation) เพื่อรองรับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน เช่น ลมและแสงอาทิตย์ LNG จึงเป็นพลังงานสำคัญ
ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากรพลังงานภายในประเทศญี่ปุ่น สวนทางความต้องการใช้ที่สูงในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหมายNet Zero 2050 การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศจึงต้องอาศัยเครื่องมือที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้ไฮโดรเจน/แอมโมเนีย รวมถึง CCS ซึ่งช่วยรองรับการลดคาร์บอน
โครงการTomakomai CCS :ต้นแบบCCSครบวงจร
ทั้งนี้ ได้เยี่ยมชมโครงการ Tomakomai CCS Demonstration Project เป็นโครงการนำร่องซึ่งเป็นส่วนนึงในการพัฒนา CCS อย่างเป็นระบบของประเทศญี่ปุ่น และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นต้นแบบ CCS แบบครบวงจร (Full-chain CCS Demonstration) ที่สามารถดำเนินงานได้จริง แต่กว่าจะเริ่มพัฒนาโครงการนี้ใช้เวลาหลายปี เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและการยอมรับจากชุมชน ควบคู่กับการพัฒนา กฎหมาย กฎระเบียบ มาตรฐานด้านความปลอดภัย และโชคดีหลุมเก็บคาร์บอนในชั้นหินอุ้มน้ำเค็มนอกชายทะเลอยู่ไม่ไกลจากฝั่ง ทำให้ไม่กระทบต่ออาชีพทำประมงของชุมนุมท้องถิ่น จึงลดกระแสต้านไประดับหนึ่ง
โครงการ Tomakomai CCS เริ่มกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)ตั้งแต่ในเดือนเมษายน 2016 ที่อัตรา 1 แสนตันต่อปี โดยรวบรวมคาร์บอนฯจากอุตสาหกรรม เช่น ผลิตไฮโดรเจนในโรงกลั่นน้ำมัน แล้วขนส่งผ่านทางท่อเพื่อนำไปกักเก็บในชั้นหินอุ้มน้ำเค็มนอกชายฝั่ง และในปี 2019 ได้บรรลุเป้าหมายในการกักเก็บรวม 3 แสนตัน
ปัจจุบันโครงการนี้ปิดการกักเก็บคาร์บอนฯแล้วตั้งแต่ปี 2019 และอยู่ในช่วงการติดตามผลการกักเก็บคาร์บอน (Post-Injection Monitoring) ซึ่งปัจจุบันมีการตรวจสอบพบว่าไม่มีปัญหาการรั่วไหลของคาร์บอนฯที่กักเก็บนอกชายฝั่ง ดังนั้นก็มีแผนการขยายผลในการนำ CCS ไปสู่ระดับอุตสาหกรรมที่ลดคาร์บอนได้ยาก (Hard-to-abate sectors) เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก เคมีภัณฑ์ เป็นต้น โดยเฉพาะเมื่อโลกให้ความสำคัญกับมาตรการด้านคาร์บอน เช่น Carbon Pricing หรือมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ที่อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการส่งออกของอุตสาหกรรม
โครงการ Tomakomai CCS เป็นความร่วมมืออย่างแท้จริงระหว่างภาคเอกชนและรัฐบาล โดยมี Japan CCS Co. Ltd (JCCS)เป็นผู้พัฒนา ซึ่งมีผู้ถือหุ้น 33 รายมาจากภาคพลังงาน อุตสาหกรรม และวิศวกรรม และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ของญี่ปุ่น
ซึ่งในช่วงระหว่างการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในทะเลได้เกิดแผ่นดินไหวที่เกาะฮอกไกโด หลังจากนั้นได้มีการตรวจสอบพว่าว่าไม่ไมีการรั่วไหลของคาร์บอนฯ ในชั้นหินกักเก็บปิโตรเลียม เนื่องจากระบบสั่งปิดวาล์ว แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยี CCS มีประสิทธิภาพและพร้อมรองรับกรณีเกิดแผ่นดินไหว ที่สำคัญสามารถตรวจสอบติดตามผลได้ในระยะยาว ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนการนำไปใช้งานในเชิงพาณิชย์ จึงน่าจะแนวทางหนึ่งในนำเทคโนโลยี CCS ดังกล่าวมาใช้ในโครงการCCSที่ไทย
ปตท.เดินหน้าสู่ Global LNG Player
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ปตท.ดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติมากว่า 30ปี และทำธุรกิจเทรดดิ้งทั้งน้ำมันและLNG ในต่างประเทศ สร้างกำไรมาโดยตลอด โดยในปี2569 ปตท.ตั้งเป้าเทรดดิ้ง LNG แบบout-out เพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านตัน จากปี2568 ที่มีการเทรดดิ้งLNG 2.3ล้านตัน ส่วนใหญ่มีการขายให้กับลูกค้าในแถบเอเชียตะวันออก โดยล่าสุด บริษัทได้ลงนามสัญญาซื้อขาย LNGปีนี้ไปแล้วราว 2.2 ล้านตัน
เมื่อปตท.เป็นผู้เล่นในธุรกิจก๊าซฯมายาวนาน และมีใช้ประโยชน์จากสำนักงานสาขาที่มีอยู่ทั่วโลกในการจัดหาน้ำมันและLNG ซึ่งมีส่วนสำคัญในการจัดหาพลังงานในช่วงภาวะวิกฤติ อาทิ สงคราม เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้โดยไม่ขาดแคลน ด้วยศักยภาพการทำธุรกิจเทรดดิ้งดังกล่าว ปตท.จึงวางเป้าหมายขยายพอร์ตเพิ่มขึ้นเป็น 10ล้านตันในปี2573และเพิ่มขึ้นเป็น 15 ล้านตันในปี 2578 เพื่อก้าวสู่การเป็น Global LNG Player แต่กว่าจะถึงจุดนั้น จำเป็นต้องมี LNG Supply และLNG Demand ระยะยาวอยู่ในมือส่วนหนึ่ง ควบคู่การเพิ่มประสิทธิภาพพอร์ตการลงทุนตลอดห่วงโซ่คุณค่า LNG ของกลุ่ม ปตท. (PTT Group’s LNG Value Chain) การดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
บริษัทจึงได้ตั้งทีม LNG Scale Up เพื่อมองลู่ทางการลงทุน โดยปตท.มีแผนจะเข้าไปร่วมลงทุนในแหล่งผลิตLNG ที่มีต้นทุนการผลิตถูก อาทิ สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง เป็นต้น หรือ กระบวนการเปลี่ยนก๊าซเป็นของเหลว (Liquefaction) โดยอาจจะร่วมถือหุ้นส่วนน้อยในแหล่งLNG ราว5-10% เพื่อให้ได้สิทธิในการรับLNGไปทำตลาดในต่างประเทศ ทำให้เราแตกต่างจากบริษัทเทรดเดอร์อื่นๆ ขณะที่ฝั่งปลายทางหรือLNG Demand การเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการใช้ LNG ทั้งในประเทศ และ ตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพสูงในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน บริษัทก็พร้อมเข้าร่วมถือหุ้นในหน่วยแปลงสภาพก๊าซฯจากของเหลวเป็นก๊าซฯ (regasification )หากทำให้บริษัทมีลูกค้าแน่นอน โดยในปีนี้บริษัทเตรียมลงนามสัญญาขายLNGระยะยาวเพิ่มเติม
การตัดสินรุกธุรกิจ LNG เพื่อก้าวสู่ Global LNG Player นั้น เนื่องจากก๊าซธรรมชาติ เป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สะอาดและเคยถูกมองว่าเป็นเชื้อเพลิงที่มีความสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Transitional Fuel) จากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด แต่ความต้องใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้นและมีราคาถูก ทำให้ก๊าซธรรมชาติกลายเป็น “จุดหมายปลายทาง” หรือ Destination Fuel ที่ความสำคัญและยังมีความต้องการใช้ไปอีกหลายสิบปี คาดการณ์ว่าในปี 2573 ความต้องการใช้ก๊าซฯในตลาดโลกยังอยู่ในอัตราที่สูง โดย70%ของความต้องการใช้LNG มาจากทวีปเอเชีย โดยมีจีนเป็นผู้นำเข้าอันดับ 1 รองลงมาคือ ญี่ปุ่น, ไต้หวัน รวมถึงไทย ซึ่งหลายประเทศในอาเซียนมีแหล่งก๊าซธรรมชาติผลิตได้เอง แต่ความต้องการใช้กลับพุ่งสูงเกินกว่าปริมาณที่ผลิตได้ไปแล้ว
นอกจากนี้ ประเทศไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานก๊าซที่แข็งแกร่งที่สุดในอาเซียน ด้วยท่อส่งก๊าซยาวกว่า 3,600 กิโลเมตร และสถานีรับจ่ายก๊าซฯ (LNG Receiving Terminal )ถึง 3แห่ง โดย 2แห่งเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์(COD)แล้วที่มาบตาพุดและหนองแฟบ จังหวัดระยอง รวมความสามารถในการ Regasification สูงสุด 19ล้านตันต่อปี
อีกโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้าง LNG Terminal แห่งที่ 3 ซึ่งบริษัทลูก ปตท.ร่วมทุนกับบมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ มีความสามารถในการ Regasification สูงสุด 8ล้านตันต่อปี ทำให้ไทยกลายเป็น “Regional LNG Hub”
อีก10-20ปีโครงการCCSขับเคลื่อนศก.ไทย
ดร.คงกระพัน กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการนำร่อง CCSที่แหล่งอาทิตย์ ขนาด 1 ล้านตันเป็นการแยกคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากปิโตรเลียมที่ผลิตแล้วอัดกลับลงในหลุมปิโตรเลียมที่มีการนำปิโตรเลียมมาใช้แล้วในทะเล โดยไม่ให้CO2ที่อัดลงหลุมรั่วไหลออกมา คาดว่าจะCODในปี2571
พร้อมย้ำว่า หนทางที่ประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมายNet Zero ในปี 2050 จำเป็นต้องมีโครงการ CCS เกิดขึ้น ลำพังเพียงแค่เพิ่มการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม แต่ก็ที่มีข้อจำกัดความไม่สม่ำเสมอ ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด24ชั่วโมง ,การปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานอุตสาหกรรม หรือการปลูกป่า ล้วนไม่เพียงพอที่ไทยจะก้าวสู่Net Zero ได้ตามกำหนด
เนื่องจากการลงทุนโครงการCCSจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ลำพังเพียงกลุ่มบริษัทใดบริษัทหนึ่งคงไม่สามารถทำได้ หากไม่ได้รับการอุดหนุนด้านภาษีจากภาครัฐ และการออกกฎหมายต่างๆเพื่อให้โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย แต่หากวางรากฐาน CCS ที่ดี เชื่อว่าจะเป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอีก 10–20 ปีข้างหน้า
ปัจจุบันโครงการCCS ได้รับการพัฒนาและดำเนินการอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป โอมาน และ ญี่ปุ่น ฯลฯ โดยในปีค.ศ. 2025 ทั่วโลกมีโครงการดักจับ (Capture) และ โครงการขนส่งและกักเก็บ (Transport & Storage) ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 77 โครงการ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 47 โครงการ และอยู่ระหว่างการพัฒนา 610 โครงการ ซึ่งรวมโครงCCSในแหล่งอาทิตย์ของไทยด้วย แสดงให้เห็นว่าโครงการ CCS กำลังได้รับความสนใจจากผู้เล่นชั้นนำระดับโลก ทั้งด้านเทคโนโลยีการดักจับ และโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งและกักเก็บ พิสูจน์แล้วแล้วว่าทำได้ เพียงแต่ต้นทุนยังสูงจำเป็นต้องได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐอย่างเต็มที่
โดยโครงการ CCS ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร สามารถเดินหน้าได้ เพราะมีตลาด กฎระเบียบ กฎหมาย สิทธิประโยชน์ด้าน CCS ทำให้มีความก้าวหน้า ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับ technology partner เพื่อศึกษาโอกาสในการลงทุนเทคโนโลยี
สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาโครงการ Eastern Thailand CCS Hub ในพื้นที่บริเวณจังหวัด ชลบุรี ระยอง ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่คาดว่าจะสามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 5 - 10 ล้านตันต่อปี และเป็นโครงการที่จะสนับสนุนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ตามกำหนดในปี 2050 การพัฒนาโครงการต้องได้รับความร่วมมือกับทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ซึ่งคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยจากการกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมจะถูกนำไปรวบรวมที่ collecting terminal ก่อนขนส่งไปกักเก็บใต้พื้นดินนอกชายฝั่งอย่างปลอดภัย
ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการศึกษาพัฒนา เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย( FID)ในปี2574 และจะดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี2577 เพื่อให้บริการแก่บริษัทภายในประเทศที่สนใจใช้ CCS เป็นทางเลือกในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงบริษัทจากต่างประเทศที่สนใจส่งคาร์บอนไดออกไซด์มากักเก็บในประเทศไทย
ตามแผนระยะยาวของประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ค.ศ. 2050 จะต้องมีการขยายการใช้ CCS ที่ 60 ล้านตัน จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยจากความต้องการใช้ที่มากและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ


