xs
xsm
sm
md
lg

“กรมรางหารือญี่ปุ่น”แนะยกเครื่องซ่อมบำรุงสายสีแดง หนุนใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาขบวนรถหนาแน่น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กรมราง หารือ กระทรวงที่ดินญี่ปุ่น แนะปรับระบบซ่อมบำรุงระบบรถไฟสายสีแดง มาตรฐานของ JR West เพิ่มประสิทธิภาพลดความซับซ้อนการทำงาน หนุนใช้เทคโนโลยีตรวจความหนาแน่นในขบวนรถ แก้แออัด

วันที่ 2 มีนาคม 2569 นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เป็นประธานการประชุมร่วมกับ Mr. HIKASA Yasaburo Director-General for International Affairs และ Mr. KOBAYASHI Nobuyuki Director International Policy and Project Division ผู้แทนกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (MLIT ) ในความร่วมมือเชิงปฏิบัติการด้านรถไฟไทย – ญี่ปุ่น ครั้งที่ 7 เพื่อหารือแนวทางการซ่อมบำรุงระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง รวมถึงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีนายอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) เข้าร่วมหารือ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์


นายพิเชฐกล่าวว่า ได้หารือถึง ประเด็นด้านการซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง โดยฝ่ายญี่ปุ่นได้นำเสนอรายงานการเพิ่มประสิทธิภาพการซ่อมบำรุงโดยใช้มาตรฐานของ JR West ซึ่งจะช่วยลดความซับซ้อนของประเภทการตรวจเช็ก โดยจะช่วยลดภาระงานลงได้ร้อยละ 22 โดยปรับรอบการซ่อมบำรุงตามระยะทางทุก 5 ปี และตามระยะเวลาทุก 10 ปี โดยมีเป้าหมายให้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด สามารถดำเนินการซ่อมบำรุงใหญ่ (Overhaul Maintenance) ได้ในปี 2030 โดยงานซ่อมบำรุงชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น การตรวจสอบรอยร้าวโครงโบกี้ เพลาล้อ และชุดขับเคลื่อน จะต้องดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ที่มีทักษะความชำนาญสูงเพื่อควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด


@แนะแก้แออัด ใช้เทคโนโลยีตรวจความหนาแน่นในขบวนรถ

สำหรับการพัฒนาระบบรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตามแผนแม่บท ระยะที่ 2 ที่ประชุมได้หารือแนวทางแก้ปัญหาความหนาแน่นของผู้โดยสารภายในขบวนรถ โดยฝ่ายญี่ปุ่นเสนอให้นำเทคโนโลยีการตรวจวัดความหนาแน่นแบบผสมผสานทั้งการตรวจสอบด้วยสายตาและการใช้ข้อมูลน้ำหนักบรรทุกรายขบวน พร้อมกำหนดเป้าหมายจำนวนผู้โดยสารไม่ให้หนาแน่นเกินไปและรอไม่เกิน 1 ครั้ง ในช่วงเวลาเร่งด่วน


สำหรับการเตรียมความพร้อมรองรับพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 กรมการขนส่งทางราง ได้รายงานความคืบหน้าการจัดทำกฎหมายลำดับรอง โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ซึ่งครอบคลุมถึงมาตรฐานขบวนรถ การกำหนดเพดานอัตราค่าโดยสารสูงสุด หลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตประกอบกิจการต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบ e-License R เพื่อให้พนักงานขับรถและเจ้าหน้าที่ควบคุมรถแสดงใบอนุญาตในรูปแบบดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชันมือถือ

นายพิเชฐ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญก่อนที่ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 โดยข้อเสนอแนะจากฝ่ายญี่ปุ่นจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนแผนแม่บทระบบรางให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อมุ่งสู่การสร้างระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัย ยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยได้อย่างแท้จริง