xs
xsm
sm
md
lg

เซ็นทารารุกลงทุนมิดเดิ้ลอีสต์-ญี่ปุ่น “บัดเจ็ทโฮเต็ล” มาร์จิ้นสูงกว่า 40%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการรายวัน 360 – เซ็นทารา เปิดแผนเฟสแรก บัดเจ็ทโฮเต็ลที่ร่วมทุนกับโออาร์ ชี้เล็งตลาดนี้มานานแล้ว เผยมาร์จิ้นสูงกว่าโรงแรมทั่วไป นำร่อง 6 จังหวัด พร้อมเผยแผนใหญ่ของเซ็นทาราช่วง3 ปีนี้ลงทุนร่วม 1.6หมื่นล้านบาท เน้นตลาดมิดเดิ้ลอีสต์ กับ ญี่ปุ่น


นายธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เปิดเผยว่า ทางบริษัทฯมองตลาดโรงแรมแบบบัดเจ๊ทโฮเต็ลมาก่อนแล้ว ซึ่งเป็นตลาดที่มีโอกาสในการเติบโตได้ดี เป็นอีกกลุ่มเป้าหมายจากเดิมที่ทำอยู่ อีกทั้งมาร์จิ้นของโรงแรมระดับบนกับบัดเจ็ทโฮเต็ลจะมีมาร์จิ้นที่ดีและสูงกว่าตลาดระดับอื่นที่มีประมาณ 40% ซึ่งเมื่อทาง โออาร์ มีโครงการนี้พอดี จึงเป็นโอกาสที่ดีและจังหวะเหมาะสมที่ทำให้เกิดการร่วมทุนกันเพื่อดำเนินโครงการนี้ ในเบื้องต้นจะใช้ชื่อแบรนด์ใหม่โดยเฉพาะ

ปัจจุบันธุรกิจโรงแรมมีการแข่งขันที่รุนแรง แต่หากมองในกลุ่มที่เป็นเชนยังมีน้อย การที่ทั้งสององค์กรจับมือกัน ถือว่าเป็นการดี สามารถนำเอาระบบนิเวศน์หรืออีโคซิสเต็มที่แข็งแกร่งของทั้งสองมาผนวกกันได้อย่างดี โออาร์มีปั๊มน้ำมันที่อยู่ในทำลดีๆจำนวนมากทั่วประเทศ. มีระบบพันธมิตรร้านค้าปลีก มีจุดชาร์จไฟฟ้า ในปั๊มมากมาย ส่วนเซ็นทรัลก็เชี่ยวชาญการจัดการบริหารโรงแรมอยู่แล้ว มีเครือข่ายอื่นในเครือที่เกื้อหนุนได้อีก

ตามแผนของบริษัทร่วมทุนกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR โดย CENTEL ถือหุ้น 51% และ OR ถือ 49% ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่เกิน 360 ล้านบาท


ทั้งนี้ บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด (Modulus) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ OR ถือหุ้น 100% จัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ร่วมกับบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL หรือบริษัทในเครือทั้งนี้ Modulus จะถือหุ้นในสัดส่วน 49% และ CENTEL ถือหุ้นในสัดส่วน 51% ของทุนจดทะเบียน ตามลำดับ รวมทั้ง Modulus จะลงทุนในวงเงินเริ่มแรกไม่เกิน 346 ล้านบาท โดย CENTEL ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่เกิน 360 ล้านบาท

โดยจะแบ่งการลงทุนออกเป็นเฟส ซึ่งเฟสแรก กำหนดพื้นที่ 6 จังหวัดแรกจังหวัดละ 1 แห่งก่อน คือ กรุงเทพฯ ,กาญจนบุรี, อยุธยา ,สุราษฎร์ธานี, ชลบุรี และสงขลา โดยแต่ละแห่งจะมีประมาณ 60-70 ห้องพัก พื้นที่ประมาณ 20 ตารางมตร ราคาเฉลี่ย 700-800 บาทต่อคืนในต่างจังหวัด. ส่วนในกรุงเทพ ประมาณ 100-110 ห้องต่อแห่ง ราคาเฉลี่ย 1,200 -1,300 บาทต่อคืน ซึ่งเน้นปั๊มในทำเลย่านชุมชนชุมทางใหญ่ๆที่ไม่ต้องเข้าเมือง จับกลุ่มคนเดินทางที่ใช้เป็นที่พักในระหว่างเดินทาง ไม่ได้ต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกเกินความจำเป็นเหมือนโรงแรมในเมืองทั่วไป

โดยคาดว่าจะเริ่มทยอยเปิดบริการได้ช่วงครึ่งปีหลังนี้ ตั้งเป้าหมายอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 70-8 0% หากเป็นไปตามแผนก็จะเริ่มเฟสต่อไป อย่างไรก็ตามแผนที่ชัดเจนมากกว่านี้ต้องรอการเปิดเผยร่วมกันอีกครั้ง


นายธีระยุทธ กล่าวถึงแผนโดยรวมของบริษัทว่า ในช่วง 3 ปีนี้ จะใช้เงินลงทุนรวม 16,000 ล้านบาทเฉพาะในส่วนของธุรกิจโรงแรม โดยในปี69 นี้ ใช้งบ 6,600 ล้านบาท แบ่งเป็น การาซื้อกิจการใหม่ 2,000 ล้านบาท ให้ความสนใจในตลาดตะวันออกกลางและญี่ปุ่น เช่น เกียวโต โตเกียว ฟุกุโอกะ และอีกหลายเมืองที่มีศักยภาพ และงบอีก 4,000 ล้านบาท จะใช้ในการปรับปรุงโรงแรมเดิมเช่น หัวหิน กระบี่ ส่วนงบที่เหลือใช้เปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจโรงแรมใหม่ รวมไปถึงการเปิดโรงแรมใหม่

แผนการขยายโรงแรมในปี2569นี้เตรียมเปิดให้บริการโรงแรมเพิ่ม 5 แห่ง โดยแบ่งเป็น 4 แห่งในต่างประเทศ และ 1 แห่งในไทย ได้แก่ “หิมาลายัน ไฮด์อะเวย์ รีสอร์ท โพคารา เดอะ เซ็นทารา คอลเลคชั่น” จำนวน 42 ห้อง เป็นโรงแรมแห่งแรกของเซ็นทาราในเนปาล (เปิดให้บริการแล้ว เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา), เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า จำนวน 300 ห้องพัก โรงแรมแห่งที่สองของเซ็นทาราในญี่ปุ่น (มีกำหนดเปิดในไตรมาส 2) โดยสำหรับในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ เซ็นทารามีกำหนดเปิดให้บริการเซ็นทาราและเรสซิเดนซ์ วังดอน จำนวน 481 ห้อง และคริสตัล ฮอลิเดย์ ฮาร์เบอร์ วังดอน จำนวน 496 ห้อง ที่เมื่อรวมกันแล้ว จะทำให้เซ็นทารามีจำนวนห้องพักให้บริการในเวียดนามมากขึ้นถึงเกือบ 1,000 ห้องด้วยกัน สำหรับในไทย เซ็นทารามีแผนเปิดให้บริการ เซ็นทารา ไลฟ์ สุราษฎร์ธานี โรงแรมไลฟ์สไตล์ ใจกลางเมือง จำนวน 110 ห้อง

สำหรับแนวโน้มธุรกิจในปีพ.ศ. 2569 นี้ เซ็นทาราตั้งเป้าเติบโตรายได้ประมาณ 14% - 15% เทียบปีก่อน จากสถานการณ์ท่องเที่ยวในไทยที่ดีขึ้น การบริหารจัดการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ และการปรับโฉมโรงแรมปัจจุบันสู่แบรนด์โรงแรมคอนเซ็ปต์ใหม่ ซึ่งได้แก่ การปรับปรุงเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท หัวหิน ในขณะที่โรงแรมยังเปิดให้บริการอยู่ โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาส 2 ปีหน้า รวมถึงการปรับโฉมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา กระบี่ สู่ เซ็นทารา รีเซิร์ฟ กระบี่ โดยมีกำหนดจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปีนี้ โดยเซ็นทาราคาดการณ์ว่า รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPAR) จะอยู่ที่ 4,600 - 4,800 บาท

ส่วนปี2568ที่ผ่านมา เซ็นทารามีรายได้รวมอยู่ที่ 12,318 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เทียบปีก่อน รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPar) เพิ่มขึ้น 5% เทียบปีก่อน โดยราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR) เติบโตเพิ่มขึ้น 4% เทียบปีก่อน อยู่ที่ 5,922 บาท ทั้งนี้ กำไรสุทธิของเซ็นทารา อยู่ที่ 1,168 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6%


นายธีระยุทธ กล่าวถึงแผนโดยรวมของบริษัทว่า ในช่วง 3 ปีนี้ จะใช้เงินลงทุนรวม 16,000 ล้านบาทเฉพาะในส่วนของธุรกิจโรงแรม โดยในปี69 นี้ ใช้งบ 6,600 ล้านบาท แบ่งเป็น การาซื้อกิจการใหม่ 2,000 ล้านบาท ให้ความสนใจในตลาดตะวันออกกลางและญี่ปุ่น เช่น เกียวโต โตเกียว ฟุกุโอกะ และอีกหลายเมืองที่มีศักยภาพ และงบอีก 4,000 ล้านบาท จะใช้ในการปรับปรุงโรงแรมเดิมเช่น หัวหิน กระบี่ ส่วนงบที่เหลือใช้เปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจโรงแรมใหม่ รวมไปถึงการเปิดโรงแรมใหม่

แผนการขยายโรงแรมในปี2569นี้เตรียมเปิดให้บริการโรงแรมเพิ่ม 5 แห่ง โดยแบ่งเป็น 4 แห่งในต่างประเทศ และ 1 แห่งในไทย ได้แก่ “หิมาลายัน ไฮด์อะเวย์ รีสอร์ท โพคารา เดอะ เซ็นทารา คอลเลคชั่น” จำนวน 42 ห้อง เป็นโรงแรมแห่งแรกของเซ็นทาราในเนปาล (เปิดให้บริการแล้ว เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา), เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า จำนวน 300 ห้องพัก โรงแรมแห่งที่สองของเซ็นทาราในญี่ปุ่น (มีกำหนดเปิดในไตรมาส 2) โดยสำหรับในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ เซ็นทารามีกำหนดเปิดให้บริการเซ็นทาราและเรสซิเดนซ์ วังดอน จำนวน 481 ห้อง และคริสตัล ฮอลิเดย์ ฮาร์เบอร์ วังดอน จำนวน 496 ห้อง ที่เมื่อรวมกันแล้ว จะทำให้เซ็นทารามีจำนวนห้องพักให้บริการในเวียดนามมากขึ้นถึงเกือบ 1,000 ห้องด้วยกัน สำหรับในไทย เซ็นทารามีแผนเปิดให้บริการ เซ็นทารา ไลฟ์ สุราษฎร์ธานี โรงแรมไลฟ์สไตล์ ใจกลางเมือง จำนวน 110 ห้อง

สำหรับแนวโน้มธุรกิจในปีพ.ศ. 2569 นี้ เซ็นทาราตั้งเป้าเติบโตรายได้ประมาณ 14% - 15% เทียบปีก่อน จากสถานการณ์ท่องเที่ยวในไทยที่ดีขึ้น การบริหารจัดการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ และการปรับโฉมโรงแรมปัจจุบันสู่แบรนด์โรงแรมคอนเซ็ปต์ใหม่ ซึ่งได้แก่ การปรับปรุงเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท หัวหิน ในขณะที่โรงแรมยังเปิดให้บริการอยู่ โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาส 2 ปีหน้า รวมถึงการปรับโฉมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา กระบี่ สู่ เซ็นทารา รีเซิร์ฟ กระบี่ โดยมีกำหนดจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปีนี้ โดยเซ็นทาราคาดการณ์ว่า รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPAR) จะอยู่ที่ 4,600 - 4,800 บาท

ส่วนปี2568ที่ผ่านมา เซ็นทารามีรายได้รวมอยู่ที่ 12,318 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เทียบปีก่อน รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPar) เพิ่มขึ้น 5% เทียบปีก่อน โดยราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR) เติบโตเพิ่มขึ้น 4% เทียบปีก่อน อยู่ที่ 5,922 บาท ทั้งนี้ กำไรสุทธิของเซ็นทารา อยู่ที่ 1,168 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6%