การบินไทย ประกาศผลดำเนินงานปี 68 กวาดรายได้ 1.9 แสนล้านบาท รับกำไรสุทธิ 3.09 หมื่นล้านบาท สูงสุดนับแต่ก่อตั้งบริษัท และจ่ายปันผลเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี เพิ่มความถี่ จีน,อินเดีย ปักหมุดกรุงเทพ ศูนย์กลางเชื่อมตลาดใหญ่ในเอเชีย
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานสำหรับปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายได้ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 190,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% จากปี 2567 และคิดเป็นสัดส่วน 103.4% ของปี 2562 ก่อนการระบาดของโควิด-19 เป็นรายได้จากกิจกรรมขนส่งผู้โดยสารที่เติบโต 0.5% โดยในปี 2568 มีค่าใช้จ่ายไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 149,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.0% จากปี 2567 ตามปริมาณการผลิตและ/หรือปริมาณการขนส่ง จำนวนเที่ยวบิน และผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าค่าน้ำมันเครื่องบินลดลงตามราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ปรับลดลง ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (EBIT) เป็นเงิน 40,839 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน จำนวน 676 ล้านบาท และมี EBITDA 53,880 ล้านบาท
ในปี 2568 มีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวของบริษัทฯ และบริษัทย่อยสุทธิเป็นรายได้ 782 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากกำไรจากการยกเลิกสัญญาเช่าเครื่องบิน กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสุทธิ ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ ผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าจากตราสารอนุพันธ์ ปรับปรุงประมาณการไมล์หมดอายุ และผลขาดทุนจากการด้อยค่าซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน TFRS 9 นอกจากนี้ มีต้นทุนทางการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 (TFRS 9) จำนวน 13,154 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 30,940 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 215% หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.09 บาท เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่ขาดทุนต่อหุ้น 6.26 บาท
“ปี 68 รายได้การดำเนินงานเพิ่มขึ้น 1.2% จากปี 67 แต่กลับมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 1.6% สาเหตุเนื่องจากมีค่าใช้จ่าย One Time หรือรายจ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวช่วงปลายปี และจ่ายค่าตอบแทนให้พนักงานเพิ่มขึ้น เพื่อตอบแทนให้พนักงานในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา ที่เป็นส่วนสำคัญในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัท จึงเป็นค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผลเมื่อพิจารณากับตัวเลขกำไรของบริษัทฯด้วย”
@กำไรสุทธิ 3.09 หมื่นล้านบาท สูงสุดในประวัติศาตร์
นายชายกล่าวว่า กำไรสุทธิ 30,940 ล้านบาทสูงสุดในประวัติศาสตร์ของการบินไทย และ ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 75,912 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66.5% สูงสุดในประวัติศาสตร์ของการบินไทย โดยมี D/E Ratio ประมาณ 3 เท่า เป็นระดับที่น่าพอใจ โดยที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท มีมติเมื่อวันที่ 25 ก.พ.69 อนุมัติจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นในอัตรา 21 สตางค์ต่อหุ้น โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 24 เม.ย. 2569 กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิ์ได้รับปันผลวันที่ 27 เม.ย. 2569 จ่ายเงินปันผลในวันที่ 18 พ.ค. 69 ถือเป็นการจ่ายปันผลครั้งแรกในรอบ 13 ปี นับจากที่บริษัทฯมีการจ่ายปันผลครั้งสุดท้ายปี 2555
ส่วนตัวเลขกำไรสุทธิ 30,940 ล้านบาท คิดเป็น Net Profit Margin (อัตรากำไรสุทธิ) อัตรา 16.2% ขณะที่เทียบกับอุตสาหกรรมการบิน มีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยทั้งโลก ที่ 3.9% สัดส่วนของการบินค่อนข้างสูง และต้องพยายามรักษาสัดส่วนนี้ไว้ ขณะที่ Ebitda Margin อยู่ในระดับ 20%
โดยภาพรวมในปี 2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) เพิ่มขึ้น 8.3% มีอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 79.2% สูงกว่าปี 2567 ที่เฉลี่ยเท่ากับ 78.8% มีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 16.46 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.0% มีปริมาณการผลิตด้านการขนส่งสินค้า (ADTK) สูงกว่าปีก่อน 9.7% ปริมาณการขนส่งสินค้า (RFTK) สูงกว่าปีก่อน 8.3% อัตราส่วนการขนส่งสินค้า (Freight Load Factor) เฉลี่ยเท่ากับ 51.3%
@ปี 69 รับเครื่องบินเช่า 14 ลำ ส่งผลกำลังการผลิตเพิ่ม 5%
ปัญหาที่ผ่านมา บริษัทฯ มีกำลังการผลิตจำกัดเนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการจัดหาเครื่องบินใหม่ จำนวน 45 ลำ จะเข้ามาในต้นปี 2571 ปัจจุบันบริษัทฯ มีอากาศยานที่ใช้ทำการบินรวมทั้งสิ้น 80 ลำ แบ่งเป็นแบบลำตัวกว้างจำนวน 59 ลำ และลำตัวแคบ จำนวน 21 ลำ ที่รวมถึงอากาศยานแบบ Airbus A321neo จำนวน 1 ลำ ที่ใช้เครื่องยนต์ที่ทันสมัยและส่งเสริมความยั่งยืน โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และรองรับการใช้เชื้อเพลิง SAF โดยใรปี 2569 จะรับมอบเครื่องบิน จำนวน 14 ลำ เป็นการเช่าเครื่องบินใหม่ (ลำตัวกว้าง( แบบโบอิ้ง B 787-9 ) จำนวน 4 ลำ และ เช่าเครื่องบินเก่า แบบโบอิ้ง B 787-8 จำนวน 10 ลำ โดยจะต้องนำมาปรับปรุงภายในให้เป็นรูปแบบของการบินไทย ขณะที่ จะมีการปลดระวางเครื่องบิน แบบแอร์บัส 350, แบบ โบอิ้ง B 787 ,B 777-200ER ส่งผลให้ สิ้นปี 2569 ฝูงบินรวมจะเพิ่มเป็น 102 ลำ โดยจะทำการบินได้ที่ 99 ลำ ( อีก 3 ลำ อยู่ในขั้นตอนปรับปรุงภายใน)
จำนวนเครื่องบินที่เพิ่มขึ้น ทำให้กำลังการผลิตในปี 2569 เพิ่มขึ้นประมาณ 5% ขณะที่ตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตประมาณ 5% เช่นกัน หรือสูงกว่า 200,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากความผันผวนของตลาดยังเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ บริษัทยังจะต้องควบคุมค่าใช้จ่ายและต้นทุน ส่วนกำลังการผลิต ยังไม่กลับไปอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดโควิด ซึ่ง ทุกสายการบินในอุตสาหกรรมการบินยังคงต้องเผชิญปัญหาเรื่องการจัดหาเครื่องบินเพิ่มเหมือนกัน @เพิ่มความถี่”จีน,อินเดีย” ดันไทยฮับเชื่อม2 ประเทศ
นอกจากนั้น ในตารางการบินฤดูร้อนปี 2569 การบินไทย จะให้บริการเที่ยวบินสู่ 62 เส้นทางบินทั่วโลก รวมถึงการเพิ่มจุดบินใหม่เส้นทางกรุงเทพฯ - อัมสเตอร์ดัม ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 พร้อมเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางประเทศจีนและอินเดียที่เป็นตลาดใหญ่ เชื่อมการเดินทางของประชากรประเทศละ 1,400 ล้านคน เพื่อตอบสนองความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้นของผู้โดยสาร
สำหรับเส้นทางจีนและอินเดียนั้นจะเพิ่มความถี่ไปยังเมืองใหญ่ เพื่อสร้างสมดุล เส้นทางจีน จาก 47 เที่ยวบิน/สัปดาห์เป็น 80 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ส่วนอินเดียจาก 70 เที่ยวบิน/สัปดาห์เป็น 90 เที่ยวบิน/สัปดาห์ เป้นกลยุทธ์ที่จะดึงผู้โดยสาร ระหว่าง 2 ประเทศนี้ที่ ไม่มีเส้นทางบินตรง โดยปกติจะเดินทางผ่านฮ่องกง ฒมาเลเซีย,สิงคโปร์ แต่ทำไมไม่มีประเทศไทย ทั้งที่ภูมิศาสตร์ที่ดดี บริษัท จึงปรับกลยุทธ์เส้นทางสร้างNetwork และมีผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง
นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัทการบินไทย กล่าวว่า การบินไทยวางกลยุทธ์ศูนย์กลางการบิน 3 ส่วน คือ อาเซียน เป็นฐานสำคัญในการส่งต่อผู้โดยสาร ,เส้นทางจีน,อินเดีย จะเป็นส่วนเติมเต็ม ,เส้นทางยุโรป ออสเตรเลีย สร้างรายได้ส่วน Network มีรายได้เติมในช่วง Low season เป็นอย่างดี ซึ่งเห็นผลในช่วงไตรมาส 2,3 ที่ผลประกอบการมีกำไร โดยสัดส่วนรายได้เส้นทางเอเชียอยู่ที่ 50% ยุโรป 33% ออสเตรเลีย 10% ภายในประเทศ 5%
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เปรียบเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีสินทรัพย์รวม 304,059 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% มีหนี้สินรวม 228,147 ล้านบาท ลดลง 7.6% ส่วนของผู้ถือหุ้น 75,912 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30,323 ล้านบาท และจากผลประกอบการที่มีกำไร บริษัทฯ มีเงินสด รวมตั๋วเงินฝาก เงินฝากประจำ และหุ้นกู้ ที่มีระยะเวลาครบกำหนดชำระมากกว่า 3 เดือน แต่ไม่เกิน 12 เดือน จำนวน 123,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,571 ล้านบาท


