xs
xsm
sm
md
lg

จับตา!ปตท.สยายปีกถือหุ้นแหล่งLNGราว5-10%ปูทางธุรกิจเทรดดิ้ง จี้รัฐปลดล็อกกม.หนุนโครงการCCSในไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปตท. ติดเครื่องพร้อมรุกธุรกิจLNGและโครงการCCS ตั้งเป้าเทรด LNG 15 ล้านตันในปี 2578 เร่งศึกษาร่วมทุนแหล่งผลิตLNGในตะวันออกกลางและสหรัฐฯ ถือหุ้น5-10%เพื่อรับLNGไปทำตลาด พร้อมชงรัฐเร่งปลดล็อกกฎหมายผลักดันโครงการ CCS เชิงพาณิชย์ในไทย หวังปูทางไทยสู่ Carbon Hub

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางกลยุทธ์กลุ่มปตท.มุ่งเน้นการทำธุรกิจลดคาร์บอนเพื่อความยั่งยืนควบคู่กับการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยอดีตก๊าซธรรมชาติเป็น “เชื้อเพลิงช่วงเปลี่ยนผ่าน” (Transitional Fuel) ระหว่างฟอสซิลกับพลังงานสะอาด แต่ปัจจุบันก๊าซธรรมชาติได้กลายเป็น “จุดหมายปลายทาง” หรือ Destination Fuel ที่ความสำคัญและยังมีความต้องการใช้ไปอีกนาน จากการประเมินพบว่าในปีพ.ศ. 2573 ความต้องการใช้ก๊าซฯในตลาดโลกยังอยู่ในอัตราที่สูง โดย70%ของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)มาจากทวีปเอเชีย ซึ่งประเทศไทยมีการนำเข้าLNG มาติดอันดับโลก หลังจากปริมาณก๊าซฯในอ่าวไทยลดลง

ทั้งนี้ ปตท.ยกระดับธุรกิจ LNG สู่การเป็นผู้เล่นระดับโลก โดยวางเป้าหมายเพิ่มการเทรดดิ้งLNGเพิ่มเป็นปีละ 10 ล้านตันในปีพ.ศ 2573 และขยายต่อเนื่องเป็น 15 ล้านตันต่อปีภายในปี 2578 โดยบริษัทมีแผนจะเข้าไปร่วมลงทุนในแหล่งผลิตLNGที่มีต้นทุนการผลิตราคาถูก อาทิ สหรัฐฯและตะวันออกกลาง เป็นต้น โดยจะถือหุ้นน้อย5-10% เพื่อขอรับสิทธิ์ในการรับLNGไปทำตลาดในต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศมีการทำเทรดดิ้งต่างจากบริษัทเทรดเดอร์อื่นๆ ซึ่งขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงาน LNG Scale Up เพื่อมาศึกษาการทำธุรกิจในต่างประเทศLNGและการลงทุนในแหล่งLNG ขณะที่ฝั่งดีมานด์จะเน้นตลาดศักยภาพสูงในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ซึ่งยังมีความต้องการ LNG อย่างต่อเนื่อง


โดยในปี2568 หน่วยธุรกิจค้าระหว่างประเทศ ปตท. ได้เทรดดิ้งLNG แบบout-out รวม 2.3ล้านตันต่อปี ส่วนใหญ่มีการขายให้กับลูกค้าในแถบเอเชียตะวันออก โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้าซื้อขาย LNGในตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 3.4ล้านตัน โดยล่าสุดมีการลงนามสัญญาซื้อขายLNGไปแล้วราว 2 ล้านตัน

สำหรับหัวใจสำคัญของการเติบโตครั้งนี้คือ การใช้โมเดล “Asset Back” ซึ่งอาศัยจุดแข็งโครงสร้างพื้นฐานที่ ปตท. สั่งสมมานาน ทั้งระบบท่อส่งก๊าซ คลังรับ-จ่าย LNG และประสบการณ์บริหารจัดการพลังงานมาต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดโลก
ในเชิงซัพพลาย

“เราต้องมีทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงของพอร์ต และลดความผันผวน ซึ่งการมีสินทรัพย์และตลาดรองรับจริง จะช่วยบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในตลาดจร (spot)ได้ดีกว่าโมเดลเทรดดิ้งเพียงอย่างเดียว


นายคงกระพัน กล่าวว่า ปตท. ยังเร่งศึกษาพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) เพื่อเป็นกลไกหลักในการลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศ เพราะประเทศไทยจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ หากไม่มี CCS เข้ามาเสริม เพราะภาคอุตสาหกรรมหนักและพลังงานยังต้องพึ่งพาฟอสซิลในระยะเปลี่ยนผ่าน
กลุ่ม ปตท. ประเมินว่า CCS จะมีบทบาทในการลดการปล่อยคาร์บอนขององค์กรได้ถึง 45% จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ความยั่งยืน

โดยโครงการCCS แหล่งก๊าซฯอาทิตย์ ถือเป็นนำร่องเริ่มต้นในรูปแบบ Sandbox ที่แหล่งอาทิตย์ในอ่าวไทย โดยตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอนได้ราว 1 ล้านตันต่อปี โดยรูปแบบการกักเก็บคาร์บอนจะใช้หลุมก๊าซเก่าที่หมดสภาพการผลิตมากักเก็บคาร์บอน และมีแผนขยายสู่พื้นที่ในอ่าวไทย ชั้นหินอุ้มน้ำเค็มใต้ดิน (Saline Aquifer) เบื้องต้นคาดว่ามีศักยภาพรองรับการกักเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่ราว5-10 ล้านตันต่อปี เบืองต้นจะต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ของพื้นที่ดังกล่าวในอ่าวไทย หากโครงการขยายผลสำเร็จ ไทยจะสามารถพัฒนาเป็น Carbon Hub ของภูมิภาค รองรับการกักเก็บคาร์บอนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ขณะนี้มีสิงคโปร์แสดงความสนใจร่วมลงทุนและใช้บริการกักเก็บคาร์บอนในไทย

อย่างไรก็ดี โครงการCCSในไทย ยังเป็นเรื่องใหม่ ไม่มีกฎหมายมารองรับ รวมทั้งโครงการดังกล่าวใช้เงินลงทุนสูง จำเป็นต้องได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐทั้งการสนับสนุนด้านต่างๆรวมถึงภาษี แม้ว่าภาคเอกชนพร้อมลงทุนและมีศักยภาพด้านเทคนิค

สำหรับข้อเสนอหลักต่อรัฐบาลใหม่ คือ 1. การตั้งหน่วยงานกลางแบบ Single Window ทำหน้าที่กำกับ อนุญาต และติดตามโครงการ CCS แบบเบ็ดเสร็จ (Delivery Unit) แทนการกระจายอำนาจหลายหน่วยงาน ซึ่งอาจทำให้ขั้นตอนล่าช้าและขาดเอกภาพในการตัดสินใจ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีความก้าวหน้าในการผลักดันโครงการCCS อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น หากประเทศคู่แข่งเดินหน้าโครงการCCSเร็วกว่าไทยจะทำให้ไทยเสียความได้เปรียบ

ปัจจุบัน โครงการ CCS อาจเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ทั้งกฎหมายปิโตรเลียม สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางทะเล ความปลอดภัยอุตสาหกรรม และการใช้พื้นที่ใต้ดิน หากไม่มีการบูรณาการชัดเจน อาจทำให้การพัฒนาเชิงพาณิชย์ล่าช้า

2. การออกแบบกลไกทางเศรษฐศาสตร์ให้เหมาะสม เนื่องจากต้นทุน CCS ในระยะเริ่มต้นยังอยู่ที่ประมาณ 60-100 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งสูงกว่าระดับราคาคาร์บอนในตลาดปัจจุบัน ดังนั้น รัฐควรสร้างสมดุลระหว่าง “บทลงโทษ” และ “แรงจูงใจ” ได้แก่

1) กำหนดทิศทางภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือระบบซื้อขายสิทธิปล่อยคาร์บอน (ETS) ให้ชัดเจนในระยะยาว 2) จัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือเงินสนับสนุน (Incentive) สำหรับโครงการนำร่อง และ3) เปิดทางให้โครงการ CCS สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองในระดับสากล