xs
xsm
sm
md
lg

ปตท.แจงกำไรปี 68 โต 0.1% อยู่ที่ 90,166 ล้าน บอร์ดฯ ไฟเขียวปันผลงวดปี 68 ที่ 2.30 บาท/หุ้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปตท.กำไรสุทธิปี 68 อยู่ที่ 90,166 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.1%จากปีก่อน และมีรายได้จากการขาย  2,662,145 ล้านบาท ลดลง 13.9% บอร์ดฯ ไฟเขียวปันผลงวดปี 68 หุ้นละ 2.30 บาท

นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 90,166 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมียอดขาย 2,662,145 ล้านบาท ลดลง 13.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ในปี 2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายลดลงราว 428,308 ล้านบาทจากปี 2567 โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น จากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมทั้งปริมาณขายเฉลี่ยที่ลดลง

นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีรายได้จากการขายลดลงเช่นกัน โดยหลักจากธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ มีปริมาณขายก๊าซฯ เฉลี่ยลดลงจาก New Shippers มีการนำเข้า LNG เพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาขายเฉลี่ยปรับลดลงตามราคา Pool Gas อีกทั้งราคาขายเฉลี่ยให้กับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมปรับลดลงตามราคาอ้างอิงรวมท้ังธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ลดลง เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยลดลงตามราคาปิโตรเคมีที่ใช้อ้างอิงและปริมาณขายลดลง โดยหลักจากผลิตภัณฑ์ LPG จากปริมาณขายให้ลูกค้าที่ลดลง

นอกจากนี้ในปี 2568 มี EBITDA 332,849 ล้านบาท ลดลง 63,385ล้านบาท จากปี 2567 โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีผลการดำเนินงานลดลง จากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง รวมถึงกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นมีผลการดำเนินงานลดลง โดยธุรกิจปิโตรเคมีลดลง ทั้งจากกลุ่มอะโรเมติกส์และกลุ่มโอเลฟินส์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่กับวัตถุดิบและปริมาณขายของกลุ่มอะโรเมติกส์ที่ปรับลดลง ขณะที่ธุรกิจการกลั่นมีผลการดำเนินงานลดลง จากปริมาณขายที่ลดลง แม้ว่ากำไรขั้นต้นจากการกลั่น (Market GRM) เพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ รวมถึงขาดทุนสต๊อกน้ำมันสุทธิกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือลดลง โดยในปี2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีผลขาดทุนประมาณ 12,000ล้านบาท ขณะที่ในปี 2567ขาดทุนประมาณ 13,000ล้านบาท

ส่วนกลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ จากราคาขายเฉลี่ยและปริมาณขายรวมลดลงตามกล่าวข้างต้น ประกอบกับผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยในกลุ่มธุรกิจก๊าซฯ ปรับลดลง โดยหลักจากบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (PTTLNG) เนื่องจากมีการลดสัดส่วนการถือหุ้นในโครงการ LNG Receiving Terminal แห่งที่ 2 (LMPT2) เป็น 50% เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567 รวมถึงบริษัท ปตท. จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด (PTTNGD) มีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากราคาขายเฉลี่ยปรับลดลงตามราคาอ้างอิง ขณะที่ธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานดีขึ้น เนื่องจากในเดือนมกราคม 2567 มีการนำค่าปรับจากปริมาณที่ผู้ผลิตก๊าซฯ ส่งได้ไม่ถึงปริมาณตามสัญญา (Shortfall) ของแหล่งก๊าซฯ ในอ่าวไทย 4,300ล้านบาท มาคำนวณเป็นส่วนลดราคา Pool Gas ตามคำสั่งของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

อย่างไรก็ตามในปี 2568 ปตท.มีกำไรสุทธิ เพิ่มขึ้น 94 ล้านบาท จากปี 2567 เนื่องจากในปี 2568 มีการรับรู้ Non-recurring Items สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นกำไรประมาณ 14,400ล้านบาท โดยหลักจากกำไรจากการจำหน่ายและเปลี่ยนแปลงสถานะของเงินลงทุนใน Lotus ของ PTTGM และมีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมจากการซื้อกิจการในราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมของการเข้าซื้อหุ้นและควบรวมโรงกลั่นน้ำมันของกลุ่มเชลล์ในสิงคโปร์ของ TOP ขณะที่ในปี 2567 มีผลขาดทุนประมาณ 4,400 ล้านบาท โดยหลักจากขาดทุนจากบริษัท PTTAC จากการด้อยค่าสินทรัพย์สุทธิกับส่วนแบ่งกำไรจากการขายเงินลงทุนใน Alvogen Malta (Out-licensing) Holding Ltd. (AMOLH) และกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ให้บริษัท พีอี แอลเอ็นจี จำกัด(PE LNG) ของ PTTLNG

นางสาวภัทรลดา กล่าวอีกว่า จากการปรับแผนการลงทุน โดยมีกลยุทธ์มุ่งเน้นธุรกิจที่มีอยู่เดิม รวมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งภายในกลุ่ม ภายใต้นโยบายการเงินที่เข้มงวด ทำให้ฐานะทางการเงินของกลุ่ม ปตท. ยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นอยู่ในระดับสูงที่ 402,817 ล้านบาท ณ 31 ธันวาคม 2568 ขณะที่ระดับหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยลดลง ตามกลยุทธ์การลดภาระหนี้ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง


นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTT กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบอนุมัติการจัดสรรกำไรสุทธิและการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 2.30 บาท รวมเป็นจำนวนประมาณ 65,361 ล้านบาท ซึ่งเมื่อหักเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.90 บาท คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 25,707 ล้านบาท คงเหลือเงินปันผลที่จะจ่ายสำหรับผลประกอบการครึ่งหลังของปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 1.40 บาท คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 39,654 ล้านบาท โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล(Record Date) ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 28 เมษายน 2569