IRPCเผยแนวโน้มปิโตรเคมีปี69 ทคฝรงตัวใกล้เคียงปีก่อน เหตุมีกำลังการผลิตใหม่เพิ่มจากจีน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบวิ่งอยู่ในกรอบ 60-70เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เดินตามกลยุทธ์ 4R “สร้างทุน สร้างพลัง สร้างคน สร้างอนาคต”
นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) เปิดเผยว่าแนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2569 จะเคลื่อนไหวในกรอบ 60 – 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยมีแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันในภาคการเดินทาง ขนส่ง และการผลิตปิโตรเคมี ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความท้าทายด้านอุปทาน กลุ่มโอเปคพลัสมีแนวโน้มปรับเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด แข่งขันกับผู้ผลิตนอกกลุ่ม อาทิ สหรัฐอเมริกา และ บราซิล อย่างไรก็ตาม หากระดับราคาน้ำมันไม่จูงใจเชิงเศรษฐศาสตร์ อาจมีการชะลอการเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อรักษาสมดุลตลาด อีกทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียจากสหรัฐอเมริกา กระทบการส่งออกของรัสเซีย ราว 1 – 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และส่งผลต่อต้นทุนขนส่ง รวมถึงความไม่แน่นอนด้านเสถียรภาพอุปทานในตลาดโลก
ส่วนภาพรวมตลาดปิโตรเคมี คาดว่าความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในปี 2569 จะทรงตัวใกล้เคียงปีก่อนสอดคล้องกับประมาณการของธนาคารโลกที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวร้อยละ 2.6 โดยกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากภาคบริการและการขยายตัวของสังคมเมือง ขณะที่สินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าคงทน เช่น ที่อยู่อาศัยและยานยนต์ อาจเติบโตจำกัดจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง
โดยตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ โดยเฉพาะในประเทศจีน ส่งผลให้ภาวะอุปทานล้นตลาดยังคงอยู่ แต่มีผู้ผลิตบางส่วนมีแนวโน้มปรับลดอัตราการเดินเครื่องเพื่อบริหารสมดุล นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ตลอดจนทิศทางมาตรการกีดกันทางการค้า อาทิ ภาษีศุลกากร มาตรการปกป้องการนำเข้า และการต่อต้านการทุ่มตลาด ซึ่งอาจกระทบต่อกระแสการค้า การลงทุน และอุปสงค์ปิโตรเคมีในระยะถัดไป
ในปี 2568 บริษัทฯ ดำเนินการเชิงรุกด้านการบริหารเงินทุน ปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการดำเนินงาน พร้อมบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน และจัดตั้ง “Crisis War Room” ติดตามเศรษฐกิจและตลาดอย่างใกล้ชิด และเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศ “Domestic First” เพื่อรับมือความผันผวนได้ทันเวลา กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขัน ลดความผันผวนของผลประกอบการ และต่อยอดสู่ธุรกิจและนวัตกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษและวัสดุขั้นสูง ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนและพลังงานสะอาดผ่านการดำเนินงานตามกรอบกลยุทธ์ 4R ดังนี้
Recapitalize – สร้างทุน: การเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยบริหารจัดการทรัพย์สินให้เกิดรายได้ ปรับโครงสร้างการลงทุนและหยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร โดยบริษัทฯ ได้จำหน่ายหุ้น 40% ในบริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล เอสเตท ระยอง จำกัด (WHAIER) ให้แก่ บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (WHAID) มูลค่า 896 ล้านบาท ดำเนินการแล้วเสร็จไตรมาส 1 ปี 2569 และบริษัทฯ ร่วมกับพันธมิตรดำเนินโครงการโรงพยาบาลและศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ จังหวัดระยอง บริหารจัดการให้เช่าที่ดิน 716 ไร่ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา แก่บริษัท ไออาร์พีซี คลีน พาวเวอร์ จำกัด (IRPCCP) เพื่อพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 74.88 เมกะวัตต์ ระยะเวลา 30 ปี และดำเนินการขายที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี เนื้อที่รวมประมาณ 32 ไร่ ให้แก่ บริษัท ไออาร์พีซี คลีน พาวเวอร์ จำกัด (IRPCCP)
Revitalize – สร้างพลัง: การยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจหลัก การดำเนินงานในโครงการ Performance Uplift เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ยกระดับการบริหารจัดการภายในโรงงาน และปรับพอร์ตสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ในปี 2568 สามารถสร้าง EBITDA 1,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด ธุรกิจปิโตรเคมี เร่งปรับพอร์ตสู่ผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Products) ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเป็น 60% ภายในปี 2573 โดยในปี 2568 สามารถเพิ่มสัดส่วนเป็น 40% ของยอดจำหน่ายทั้งหมด พร้อมเตรียมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการใหม่ในปี 2569 รองรับอุตสาหกรรมการแพทย์ ยานยนต์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิด Rematerial เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน
Reframe – สร้างคน: บูรณาการความยั่งยืนและดิจิทัลเข้ากับกลยุทธ์องค์กร ปรับโครงสร้างและพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดรับทิศทางธุรกิจใหม่
Reinvent – สร้างอนาคต: ขยายการลงทุนสู่ธุรกิจปลายน้ำและธุรกิจมูลค่าเพิ่ม โดยใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และความเชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับจากผู้ผลิตสู่การเป็น “Solution Provider” ที่ไม่เป็นเพียงผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้า แต่มุ่งเน้นการให้คำปรึกษาควบคู่กับการบริการ เพื่อแก้ปัญหาให้กับลูกค้า คู่ค้า แบบครบวงจร
สำหรับผลประกอบการบริษัทในปี 2568 มีรายได้จากการขาย 232,671 ล้านบาท ลดลง 17 % สาเหตุมาจากราคาขายที่ลดลง 14% ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง และปริมาณขายลดลง 3% ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) อยู่ที่ 21,549 ล้านบาท หรือ 8.82 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 17% และขาดทุนสุทธิ 3,571 ล้านบาท น้อยกว่าปี 2567 ราว 31 %
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ในอัตรา 0.01 บาท ต่อหุ้นคิดเป็นเงินประมาณ 204 ล้านบาท โดยจะเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติ ในวันที่ 7 เมษายน 2569


