บอร์ด รฟท.อนุมัติจัดซื้อรถซ่อมบำรุงทางชุดใหม่ 33 คัน วงเงินกว่า 2.85 พันล้านบาท เพื่อทดแทนของเดิมที่เก่าและชำรุด“รถอัดหิน-เกลี่ยหิน” เพิ่มประสิทธิภาพงานซ่อมบำรุงทางรองรับ “ทางคู่-ทางสายใหม่” ทั่วประเทศและเปิดเอกชนร่วมเดินรถ ย้ำทางต้องมั่นคงและปลอดภัย
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ครั้งที่ 3/2569 วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการจัดหารถจักรบำรุงทาง เพื่อนำมาทดแทนรถจักรบำรุงทางเดิมและเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน ให้สอดคล้องกับแผนวิสาหกิจการรถไฟฯ (แผนฟื้นฟู) และภารกิจที่เพิ่มขึ้นจากการก่อสร้างรถไฟทางคู่และทางสายใหม่ทั่วประเทศ ซึ่งรฟท.ได้ดำเนินการประกวดราคาเรียบร้อยแล้วจำนวน 5 รายการ โดยมีวงเงินรวมทั้งสิ้น 2,850,982,900 บาท โดยคาดว่าจะลงนามสัญญาจัดหาได้ในเดือนมี.ค.2569 และรับมอบรถครบปี 2571
สำหรับการจัดหารถจักรบำรุงทาง ประกอบด้วย การจัดหาเครื่องจักรกลหนักประเภทต่างๆ เพื่อเข้ามาเสริมศักยภาพงานซ่อมบำรุงรักษาทางรถไฟ ได้แก่
1.รถลากจูง (Utility Track Vehicle) จำนวน 10 คัน จากบริษัท โรลลิงค์สต๊อก โซลูชั่น จำกัด วงเงิน 598,076,500 บาท เพื่อทดแทนรถเก่าสำหรับอัดหิน 6 คัน และรองรับภารกิจใหม่สำหรับหน่วยรถเจียรราง 4 คัน
2.รถอัดหินต่อเนื่อง 32 ใบอัด (Continuous Tamping Machine) จำนวน 4 คัน จากบริษัท บรอดแคส ดีพอท (ไทยแลนด์) จำกัด วงเงิน 896,585,100 บาท เพื่อทดแทนรถเดิมที่ใช้งานมากว่า 40 ปี เพิ่มความรวดเร็วจากเดิม 2 เท่า และความแม่นยำในการอัดหินรองทาง
3.รถเกลี่ยหิน (Ballast Regulator) จำนวน 2 คัน จาก กิจการร่วมค้า ซีเอบี วงเงิน 109,867,600 บาท เพื่อทดแทนรถเดิมที่สภาพทรุดโทรม
4.รถสั่นหิน (Ballast Stabilizer Machine) จำนวน 5 คัน จาก กิจการร่วมค้า ซีเอบี วงเงิน 693,306,500 บาท เข้ามาทดแทนรถเดิมที่สภาพทรุดโทรม เพื่อให้การปรับสภาพหินโรยทางมีความมั่นคงแข็งแรงตามมาตรฐานของการรถไฟฯ และเสริมด้วยการใช้รถสั่นหินในการช่วยให้หินโรยทางมีเสถียรภาพมากขึ้น
5.รถล้างหิน (Ballast Cleaner) จำนวน 2 คัน จากบริษัท บรอดแคส ดีพอท (ไทยแลนด์) จำกัด วงเงิน 553,147,200 บาท เพื่อทดแทนรถเดิมอายุ 40 ปี โดยรถรุ่นใหม่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถงานทำความสะอาดและคัดแยกหินโรยทางได้ระยะทางมากกว่าเดิมถึง 2 เท่า
นายอนันต์ กล่าวว่า การจัดหารถบำรุงทางหลักครั้งนี้ มีความจำเป็นเนื่องจาก ปัจจุบัน รฟท. ประสบปัญหาข้อจำกัดด้านเครื่องจักรกลบำรุงทางอย่างมาก เนื่องจากเครื่องจักรหลักที่ใช้งานอยู่ในหน่วยงานบำรุงทางหนักทั่วประเทศ (กรุงเทพ, ตะพานหิน, แก่งคอย, นครราชสีมา, ชุมพร และชุมทางหาดใหญ่) มีสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานมาอย่างยาวนาน โดยมีอายุการใช้งาน 20 - 40 ปี ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานบำรุงรักษาทางลดลง ไม่สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนการซ่อมบำรุงรถจักรสูงขึ้น มีการชำรุดขณะทำงาน ซึ่งประเมินแล้วการจัดซื้อใหม่ มีความคุ้มค่ากว่าการซ่อมของเก่า ที่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นและมีประสิทธิภาพการใช้งานต่ำลง
ประกอบกับรฟท.มีภาระงานดูแลเส้นทางรถไฟ ที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นจากการขยายโครงข่ายทางคู่ จึงจำเป็นต้องเร่งเติมเครื่องจักรใหม่เข้ามาทดแทนทันที เพื่อรักษามาตรฐานด้านการเดินรถให้มีความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม การจัดหารถบำรุงทางหลัก มีเป้าหมายสูงสุด จะช่วยในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาสภาพทางและจุดลดความเร็วต่างๆ ได้รวดเร็วและครอบคลุมยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างทาง ทำให้การเดินรถมีประสิทธิภาพ ตรงต่อเวลาเป็นการยกระดับการซ่อมลำรุงของรฟท. สอดคล้องกับพ.ร.บ.การขนส่งทางรางฯ ที่ให้รฟท.เปิดเอกชนร่วมเดินรถร่วม ในอนาคต ดังนั้นการดูแลโครงสร้างพื้นฐานให้มีความมั่นคง เดินรถตรงเวลา และ ปลอดภัย เพื่อเตรียมรองรับเปิดเดินรถดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นในระยะยาว


