OR มั่นใจจับมือ CENTEL รุกธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด ประเดิมก่อน 6 แห่งทั้งในกรุงเทพฯ และ ตจว. คาดเปิดให้บริการได้กลางปี 70 ก่อนประเมินผลว่าเหมาะสมขยายธุรกิจต่อหรือไม่ ส่วนการลงทุนธุรกิจในกัมพูชาอยู่ระหว่างพิจารณาตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือถอยออกมา คาดกลางปีนี้ชัดเจน หลังเกิดการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ฉุดจำนวน PTT Station ของดีลเลอร์ในกัมพูชาหดเหลือ 100 ปั๊ม และยอดขายหายไป 30-40%
หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า OR ตัดสินใจจับมือ (Joint Venture) กับบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) เบื้องต้นจะลงทุนก่อสร้างโรงแรมราคาประหยัดจำนวน 6 แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่สถานีบริการ PTT Station จำนวน 5 แห่ง และนอกปั๊มน้ำมัน 1 แห่ง (เป็นพื้นที่ของดีลเลอร์ที่อยู่ในทำเลทองที่หายาก) ใช้งบลงทุนรวมประมาณ 700 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบลงทุนในส่วนของ OR ตามสัดส่วนถือหุ้น 49% จะอยู่ที่ 346 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ภายในกลางปี 2570
สำหรับขนาดโรงแรมราคาประหยัดจะมีจำนวนห้อง 70-80 ห้องต่อแห่ง จะใช้งบลงทุนห้องละไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนราคาค่าห้องพักเฉลี่ยประมาณ 800-1,000 กว่าบาทต่อคืนขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งโรงแรม โดย OR จะให้ CENTEL เป็นผู้เลือกทำเลที่ตั้งโรงแรมทั้ง 6แห่ง เบื้องต้นจะอยู่ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต สงขลา (หาดใหญ่) อยุธยา ชลบุรี และกาญจนบุรี
ส่วนผลตอบแทนการลงทุน (IRR) จะอยู่สองหลัก โดย Budget Hotel ในปั๊มน้ำมันจะมีส่วนสำคัญในการเพิ่มยอดขายให้ร้านสะดวกซื้อ 7-11, ร้านคาเฟ่ อเมซอน, ร้านซักผ้า Otteri และหากต้องการเติมน้ำมันหรือชาร์จ EV ก็มีบริการภายในปั๊มด้วย
ภายหลังจาก Budget Hotel ทั้ง 6 แห่งเปิดดำเนินการแล้ว บริษัทจะประเมินผลการดำเนินงานก่อนตัดสินใจว่าจะมีการขยายการลงทุนเพิ่มเติมต่อหรือไม่ ส่วนการตัดสินใจเลือก CENTEL เป็นพาร์ตเนอร์ร่วมทุน เพราะ CENTEL เป็นมืออาชีพที่ทำธุรกิจด้านโรงแรม และยังไม่มีการลงทุนโรงแรมราคาประหยัดที่ชัดเจน ขณะที่ OR มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน มีปั๊มน้ำมันมากกว่า 2 พันแห่งทั่วประเทศ บางปั๊มมีพื้นที่ขนาด 5-10 ไร่ ใกล้แหล่งท่องเที่ยว หรือสนามบิน จึงมั่นใจว่าการร่วมทุนครั้งนี้จะประสบความสำเร็จสูงสุด
หม่อมหลวงปีกทองกล่าวว่า ทิศทางผลการดำเนินงานปี 2569 คาดว่าปริมาณการขายจะเติบโตขึ้นจากปีก่อน ซึ่งการเติบโตจะอิงกับตัวเลข GPD ของประเทศ คาดว่าปีนี้ GDP ของประเทศไทยจะเติบ 1.5-2.5% โดยผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทมีรายได้ขายและบริการ 658,723 ล้านบาท มี EBITDA จำนวน 20,357 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจำนวน 11,304 ล้านบาท
อนึ่ง ในปี 2569 บริษัทมีแผนขยายการลงทุนทั้ง 3 ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งธุรกิจ Mobility ธุรกิจ Lifestyle และธุรกิจ Global ซึ่งแผน 5 ปีนี้ (ปี 2569-2573) ตั้งงบลงทุนรวม 5.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นงบลงทุนสำหรับปี 2569 ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้สำหรับธุรกิจ Mobility มีแผนเปิดปั๊มเพิ่มอีกประมาณ 100 แห่ง จากปัจจุบันอยู่ที่ 2,768 แห่ง และขยาย EV Station Pluz เพิ่มอีก ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดสถานีชาร์จอีวีมากกว่า 50%
ธุรกิจ Lifestyle จะเปิดร้านคาเฟ่ อเมซอน เพิ่มอีก 280 สาขา จากปัจจุบัน 5,036 สาขา เป็นต้น ขณะที่ธุรกิจ Global ตั้งงบลงทุน 1,400 ล้านบาท ในการขยายสถานีบริการ PTT Station และคาเฟ่ อเมซอนในต่างประเทศ โดยปีนี้ OR ปรับลดงบการลงทุนในกลุ่มธุรกิจ Global ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายประเทศอย่างรอบคอบ ส่วนในกัมพูชาบริษัทตัดสินใจชะลอการลงทุนไปก่อน เนื่องจากหลังเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทำให้ยอดขายลดลงอย่างมาก 30-40% คาดว่าในกลางปีนี้จะมีความชัดเจนว่าจะตัดสินใจการทำธุรกิจในกัมพูชาอย่างไรต่อไป
ที่ผ่านมาจำนวนสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ในกัมพูชาเคยมีอยู่ 190 แห่ง เป็นปั๊มที่ OR ลงทุนและบริหารเอง (COCO) 15 แห่ง ที่เหลือเป็นของดีลเลอร์ท้องถิ่น แต่หลังจากเกิดการปะทะตามชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ปั๊ม PTT Station ที่เป็นของดีลเลอร์บางรายปิดตัวหรือเปลี่ยนแบรนด์จนลดลงเหลือ 100 แห่ง ขณะที่ปั๊ม COCO ยังอยู่เท่าเดิม เช่นเดียวกับร้านคาเฟ่ อเมซอนในกัมพูชาที่ปิดตัวลดลงเหลือใกล้เคียงจำนวนปั๊มน้ำมัน
ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาการตัดสินใจทำธุรกิจในกัมพูชา หากประเมินว่าแก้ไขอะไรไม่ได้ก็ต้องถอยเหมือนกับการยุติการทำธุรกิจร้านคาเฟ่ อเมซอนในเวียดนาม เพราะหากปล่อยให้ล่าช้าออกไปจะยิ่งกินทุน ไม่คุ้มที่จะอยู่ต่อ การถอนการลงทุนทำอย่างไรให้เจ็บตัวน้อยที่สุด และเมื่อมีความพร้อมหรือสถานการณ์เปลี่ยนไปจึงค่อยกลับเข้าไปลงทุนใหม่ แต่บางครั้งการตัดสินใจเร็วไปก็ไม่ดี เพราะสถานการณ์อาจเปลี่ยนข้ามคืน
หม่อมหลวงปีกทองกล่าวอีกว่า หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของปี 2569 คือการยกระดับการดำเนินธุรกิจสู่การสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางธุรกิจ (OR Ecosystem) ที่มีผู้เข้ามาใช้บริการสถานีบริการ PTT Station กว่า 3.9 ล้านรายต่อวัน ในการเชื่อมโยงการดำเนินธุรกิจให้เข้ากับการดำเนินชีวิตผู้คน โดยในมิติ Mobility OR มุ่งขยายบทบาทจากธุรกิจพลังงานไปสู่แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตในหลากหลายมิติ โดยใช้เครือข่ายสถานีบริการเป็นแพลตฟอร์มหลักในการเชื่อมโยงบริการต่างๆ ของ OR เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น PTT Station และ EV Station PluZ โดยมีกลุ่มธุรกิจ Lifestyle เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของ OR Ecosystem โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มที่ครอบคลุมแบรนด์หลักอย่างคาเฟ่ อเมซอน ซึ่งมีเครือข่ายรวมกว่า 4,600 สาขา ทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากนี้ยังรวมถึงการต่อยอดสู่กลุ่ม Health & Wellness เพื่อขยายบทบาทของสถานีบริการ PTT Station ให้เป็นมากกว่าการให้บริการด้านพลังงาน แต่เป็นจุดเชื่อมต่อบริการที่หลากหลาย เติมเต็มคุณภาพชีวิต และเสริมความแข็งแกร่งของ OR Ecosystem ให้สามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบวงจรยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความถี่ในการใช้บริการ และการใช้เวลาในพื้นที่ของผู้บริโภค โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการในสถานีบริการจากเฉลี่ย 3.9 ล้านคนต่อวันเป็น 5 ล้านคนต่อวันในปี 2573
นอกจากนี้ OR ผลักดันการใช้แอปพลิเคชัน blueplus+ (บลูพลัส) เป็นตัวเชื่อมระหว่าง Physical Platform และ Digital Ecosystem ของ OR เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ตั้งแต่การทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค การนำเสนอสิทธิประโยชน์และบริการที่ตรงความต้องการ ไปจนถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ โดยปัจจุบัน blueplus+ มีสมาชิกกว่า 9.3 ล้านบัญชี และตั้งเป้าขยายฐานสมาชิกสู่ 14 ล้านรายในปี 2573


