GULF ตั้งเป้าปี 2569 มีรายได้รวมโตขึ้น 10-15% จากโรงไฟฟ้าใหม่ที่จ่ายไฟเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก AIS รวมทั้งธุรกิจ data center และคลาวด์จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในปี 2569 ส่วนปี 2568 บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงาน 28,776 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เติบโต 33% จากปีก่อน มาจากธุรกิจพลังงาน และส่วนแบ่งกำไรจาก AIS พร้อมรับรู้กำไรพิเศษจากการควบรวมธุรกิจกับ INTUCH จำนวน 56,120 ล้านบาท ด้านบอร์ดฯไฟเขียวอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1เม.ย. 2568-31ธ.ค.2568 หุ้นละ 1.05บาท และจ่ายเงินปันผลพิเศษสำหรับกำไรสุทธิให้ผู้ถือหุ้น 2.20บาท/หุ้น รวมเป็นเงินปันผล 3.25บาท/หุ้น
นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทฯ คาดว่ารายได้เติบโตต่อเนื่อง 10-15% จากการทยอยรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดดำเนินการของโครงการใหม่ ซึ่งในปีนี้โครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมรวม 695 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศจำนวน 6 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 623 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นโครงการ solar farms 4 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 321 เมกะวัตต์ และโครงการ solar BESS 2 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 302 เมกะวัตต์ ในขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี (CM WTE) กำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนพฤษภาคม 2569 และโครงการ solar rooftop ภายใต้ GULF1 คาดว่าจะทยอยจ่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าเพิ่มอีก 63 เมกะวัตต์ ในปีนี้
นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก data center เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทยอยปลดระวางลง โดยค่า Capacity Payment จะปรับเพิ่มขึ้นอีกในช่วงกลางปี 2569 จาก 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน
ในส่วนของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในขณะที่โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) มีกำหนดเปิดดำเนินการในช่วงไตรมาส 3/2569 ส่วนธุรกิจทรัพยากร ในปี 2569 บริษัทฯ มีแผนขยายการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 70 ลำ หรือประมาณ 4-5 ล้านตัน เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าของกลุ่มโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้จาก shipper fee ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์ LNG optimization เพื่อบริหารจัดการการนำเข้า การขนส่ง และการจำหน่าย LNG อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สถานีรับ–จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG terminal) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1/2572
นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2569 จะได้รับแรงหนุนจากส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลรับจาก AIS ที่เพิ่มขึ้น ตามผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากการขยายฐานผู้ใช้บริการ 5G การเพิ่มขึ้นของ ARPU และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะต้นทุนการใช้คลื่นความถี่ที่ลดลงภายหลังจากการชนะการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz
ในขณะที่กลุ่มธุรกิจศูนย์ข้อมูล (data center) และคลาวด์จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในปี 2569 โดยจะเป็นปีแรกที่บริษัทฯ รับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีของศูนย์ข้อมูล GSA01 ขนาด 25 เมกะวัตต์ ขณะที่โครงการ GSA02 ซึ่งมีขนาด 38 เมกะวัตต์ และโครงการ GSA03 ซึ่งมีขนาดกำลังการให้บริการไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการพัฒนาและมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2570 โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าขยายกำลังการให้บริการศูนย์ข้อมูล(data center)มากกว่า 500 เมกะวัตต์ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ในส่วนของธุรกิจคลาวด์ ภายหลังจากความร่วมมือกับ Google เพื่อดำเนินธุรกิจการให้บริการระบบคลาวด์ Google Distributed Cloud air-gapped แล้ว บริษัทฯ ได้ต่อยอดความร่วมมือกับ Google ภายใต้ข้อตกลง Strategic Framework Agreement เพื่อร่วมกันศึกษาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชั่นด้าน AI ในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของกลุ่มบริษัทฯ สู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาโซลูชันที่รองรับทั้งลูกค้าองค์กร (B2B) เช่น ภาคการเงิน การแพทย์ โทรคมนาคม และหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงผู้บริโภคทั่วไป (B2C) ตลอดจนการยกระดับกระบวนการดำเนินงานภายในด้วยเทคโนโลยี Agentic AI ซึ่งจะสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Sovereign Cloud สำหรับภาครัฐ ระบบธนาคารไร้สาขา (Virtual Banking) และการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายโทรคมนาคม อันจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงาน ประสบการณ์ลูกค้า และความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มบริษัทฯ ในระยะยาว
บริษัทฯ มีแผนออกหุ้นกู้วงเงินรวม 30,000-35,000 ล้านบาทในเดือนมีนาคมนี้ โดยจะเสนอขายให้แก่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ เพื่อนำเงินไปชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงินและหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอน ตลอดจนรองรับการขยายธุรกิจของบริษัทฯ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
นางสาวยุพาพินกล่าวว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 135,596 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 9% และมีกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) เพิ่มขึ้น 33%มาอยู่ที่ 28,776 ล้านบาทในปี 2568 ในขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 86,562 ล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกำไรจากการรวมธุรกิจ (gain from amalgamation) กับ INTUCH จำนวน 56,120 ล้านบาท
ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มบริษัทฯ มีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจพลังงาน และการลงทุนใน AIS โดยในส่วนของธุรกิจพลังงาน โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD กำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,650 เมกะวัตต์ ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ครบทั้ง 4 หน่วยผลิตในปี 2567 ส่งผลให้ปี2568บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรเต็มปีส่วนโครงการโรงไฟฟ้าหินกอง (HKP) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,540 เมกะวัตต์ ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์หน่วยผลิตที่สองในช่วงต้นเดือนมกราคม 2568 ส่งผลให้บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit เต็มปีครบทั้ง 2 หน่วยผลิตและบริษัทฯ ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit ของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐฯจำนวน 1,093 ล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 21 ล้านบาทในปี 2567 จากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 29 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 ถึงพฤษภาคม 2568 เป็น 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในช่วงเดือนมิถุนายน 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 ส่งผลให้ค่า Capacity Payment เฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นจาก 31 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในปี 2567 เป็น 170 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในปี 2568
นอกจากนี้ ในปี 2568 บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรเต็มปีจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานในประเทศ จำนวน 5 โครงการ รวม 532 เมกะวัตต์ และเริ่มรับรู้ผลกำไรจากโครงการ solar farms และ solar BESS เพิ่มเติมอีก 7 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 597 เมกะวัตต์ ซึ่งทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2568
อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD มีกำไรที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องมาจากปริมาณการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลดลง ตามความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมของประเทศที่ชะลอตัว ประกอบกับระยะเวลาการปิดซ่อมบำรุงที่นานขึ้นกว่าในปี 2567 โดยมี load factor ลดลงเหลือ 56% ในปี 2568 นอกจากนี้ กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 12 โครงการภายใต้กลุ่ม GMP มีกำไรที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่ ปตท. เรียกเก็บค่าก๊าซย้อนหลังจากการตรึงราคาก๊าซในช่วงปลายปี 2566 เพื่อช่วยพยุงราคาไฟฟ้าที่ 3.99 บาทต่อหน่วยในช่วงวิกฤตพลังงาน อย่างไรก็ดีสัดส่วนของปริมาณการขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมมีเพียง 7% ของปริมาณการขายไฟฟ้าทั้งหมด บริษัทฯ จึงได้รับผลกระทบอย่างจำกัด
สำหรับธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ในปี 2568 บริษัทฯ รับรู้กำไรค่าก่อสร้างตามสัญญาสัมปทานสำหรับงานถมทะเลของโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (MTP3) จำนวน 153 ล้านบาท ซึ่งลดลง 67% จากปี2567 และบริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการ PTT NGD จำนวน 796 ล้านบาท ลดลง 26% จาก 1,077 ล้านบาท ในปี 2567 เนื่องจากราคาน้ำมันเตาลดลงในอัตราที่สูงกว่าราคาค่าก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่ธุรกิจจัดหาและขนส่งก๊าซธรรมชาติภายใต้ GLNG และ HKH ในปี 2568 บริษัทฯ ได้นำเข้า LNG รวมทั้งสิ้น 54 ลำ หรือประมาณ 3.7 ล้านตัน ส่งผลให้บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรจากธุรกิจดังกล่าวจำนวน 453 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 21 ล้านบาทในปี 2567 จากปริมาณการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้น
ในส่วนของการลงทุน ในปี 2568 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จาก AIS จำนวน 15,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% จาก 10,229 ล้านบาท ในปี 2567 โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของ AIS และบริษัทฯ รับรู้เงินปันผลรับจากการลงทุนใน KBANK จำนวน 1,192 ล้านบาท ในปี 2568
ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 53,866 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากปี 2567 ในขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่เท่ากับ 86,562 ล้านบาท
โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯเมื่อวันที่ 17ก.พ. 2569 อนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1เม.ย.2568-31ธ.ค.2568หุ้นละ 1.05บาทและจ่ายเงินปันผลพิเศษสำหรับกำไรสุทธิให้ผู้ถือหุ้น 2.20บาท/หุ้นรวมเป็นเงินปันผล 3.25บาท/หุ้น กำหนดวันขึ้นเครื่องหมาย XDวันแรก 2 มี.ค.2569และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 7พ.ค. 2569


