xs
xsm
sm
md
lg

บางจากฯ ลั่นกลางปี 69 ปิดดีลซื้อเชฟรอนฮ่องกง จ่อปลดป้าย Caltex เป็น BCP 2 ปั๊มแรกก่อนเพื่อลองตลาด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



บางจากฯ ลั่นปี 69 มีรายได้โตขึ้น 15% จากปีก่อนที่มีรายได้ 5.07 แสนล้านบาท จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 15-20% หนุน EBITDA ปีนี้พุ่งมาอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาทมาจากการเติบโตทุกกลุ่มธุรกิจ ชี้การเข้าซื้อหุ้นเชฟรอนฮ่องกง (CHK) จะสร้างรายได้ให้บางจาก 750-1,000 ล้านบาทในปีนี้ เบื้องต้นสถานีบริการน้ำมันจะยังคงป้าย Caltex ไปก่อน หลังจากนั้นจะลองเปลี่ยนเป็นป้ายบางจาก 2 ปั๊มก่อนเพื่อดูผลตอบรับ โดยบางจากมีเวลาตัดสินใจ 5 ปีว่าจะปลดป้าย Caltex หรือไม่ในการทำตลาดค้าปลีกน้ำมันที่ฮ่องกง 

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทมั่นใจมีผลดำเนินงานเติบโตขึ้น 15% จากปีก่อนที่มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 507,570 ล้านบาท มาจากปริมาณการขายที่เติบโต 15-20% จากการขยายตัวทุกกลุ่มธุรกิจเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่งผลให้ EBITDA ปีนี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 45,000 ล้านบาท ดีขึ้นจากปีก่อนที่มี EBITDA อยู่ที่ 35,753 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้วางเป้าหมายรายได้รวมอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาทและมี EBITDA แตะ 1 แสนล้านบาทในปี 2573

สำหรับแผนการขยายธุรกิจในปี 2569 ผ่านโครงสร้างธุรกิจใหม่ ได้แก่ 1. กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด และพลังงานชีวภาพ ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการกลั่น เป็น 275,000 บาร์เรลต่อวัน จากปีก่อนอยู่ที่ 264,000 บาร์เรลต่อวัน และคาดว่าค่าการกลั่นพื้นฐาน (GRM) อยู่ในระดับแข็งแกร่ง จากปี 2568 อยู่ที่ 6.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล คาดปี 2569 อยู่ในช่วง 6–6.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วน EBITDA จากการเข้าซื้อเชฟรอน ฮ่องกง (Chevron Hong Kong :CHK) ที่จะเริ่มสร้างให้กลุ่มบริษัทบางจากประมาณ 750-1,000 ล้านบาทในปี 2569 ทั้งนี้คาดว่าจะคืนทุนภายใน 6-7 ปี

2. กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน คาด EBITDA เติบโต 25% จาก 800 ล้านบาทในปี 2568 เป็นมากกว่า 1,000 ล้านบาทในปีนี้ 

3. กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม คาดว่าปริมาณการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 50% จาก 32,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในปี 2568 เพิ่มเป็นประมาณ 50,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในปี 2569 และ 

4. กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน (Power & Infrastructure) คาด EBITDA ปี 2569 เติบโตประมาณ 10% จากการปรับพอร์ตเพื่อเพิ่มมูลค่า ขยายการเติบโตจากโครงสร้างพื้นฐาน (พลังงาน สาธารณูปโภค ดิจิทัล) และการหมุนเวียนเงินลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนและรองรับการลงทุนใหม่ ขณะที่โรงไฟฟ้า CCGT ในสหรัฐฯ ผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง หนุนรายได้เฉลี่ยต่อกำลังการผลิตเพิ่มต่อเนื่อง รวมถึงโครงการลม Monsoon เดินเครื่องเต็มปี กำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ โดยบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ถือหุ้น 48% และมี EVN เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า


นายชัยวัฒน์กล่าวว่า การเข้าซื้อหุ้นใน Chevron Hong Kong หรือ CHK ในสัดส่วน 100% จาก Chevron Companies (Greater China) Limited มูลค่าการลงทุนเบื้องต้น 270 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยแหล่งเงินทุนมาจากจะกระแสเงินสด 50% และเงินกู้ยืม 50% คาดว่าจะปิดดีลโอนเงินได้ในไตรมาส 2 ปีนี้

การเข้าซื้อหุ้น 100% ใน CHK ถือเป็นการขยายการลงทุนไปยังตลาดพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นับเป็นก้าวสำคัญทั้งในการขยายธุรกิจต่างประเทศ การเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบโลจิสติกส์พลังงาน โดย CHK มีธุรกิจน้ำมันค้าปลีก น้ำมันอุตสาหกรรม น้ำมันเรือเดินสมุทร คลังน้ำมัน และสถานีบริการทั่วฮ่องกง 31 สถานี มีส่วนแบ่งการตลาด 17% ซึ่งภายหลังเข้าซื้อ บางจากจะยังคงดำเนินงานภายใต้แบรนด์ Caltex ภายใต้สัญญาเครื่องหมายการค้า โดยจะเพิ่มคำว่า Licensed by bangchak หลังจากนั้นใน 2 ปีข้างหน้าจะปรับเปลี่ยนสถานีบริการน้ำมัน Caltex เป็น Bangchak จำนวน 2 แห่งก่อน เพื่อผลตอบลัพธ์ของผู้ใช้รถ โดยบางจากมีเวลา 5 ปีในการตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนป้ายเป็นแบรนด์บางจาก หรือคงป้ายแบรนด์ Caltex ต่อไป

การลงทุนนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “Accelerating Bangchak 100x” เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจระยะยาว ซึ่งภายหลังการเข้าซื้อ บริษัทจะเปลี่ยนชื่อเป็น “Bangchak Hong Kong Limited”

สำหรับเหตุผลเชิงกลยุทธ์ในการเข้าลงทุนใน CHK นั้น เพราะ CHK มีฐานรายได้ที่มั่นคงและมีค่าการตลาดสูงและมีเสถียรภาพ เนื่องจากฮ่องกงเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชิงกลยุทธ์ของภูมิภาค ทำให้มีความต้องการใช้น้ำมันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีเสถียรภาพด้านอัตราแลกเปลี่ยนและระบบกฎหมายที่เข้มแข็ง ซึ่งค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงผูกกับดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันจึงไม่ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ระบบกฎหมายและหลักนิติธรรมช่วยเสริมความมั่นคงด้านการลงทุนและการดำเนินงานระยะยาว สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจการค้าน้ำมัน ขยายแพลตฟอร์มการค้าน้ำมันและการเข้าถึงตลาดระดับภูมิภาคและสากล ซึ่งถือเป็นช่องทางเชิงกลยุทธ์รองรับอุปทานในประเทศ เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารความเสี่ยงจากภาวะผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปส่วนเกินในประเทศ

นายชัยวัฒน์กล่าวถึงกรณีที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเตรียมเปิดสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 26 ฝั่งทะเลอันดามันว่า ขณะนี้ทางทีมบางจากฯ ก็อยู่ระหว่างการศึกษา เนื่องจากบริษัทให้ความสำคัญในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพียงแต่บริษัทอยากลงทุุนแหล่งปิโตรเลียมที่มีการผลิตแล้ว (Brown Field) เพื่อสร้างรายได้ทันที มากกว่าการลงทุนสำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม (Green Field) ซึ่งจะใช้เวลานานกว่าจะสร้างรายได้ โดยบริษัทฯมองหาโอกาสการลงทุนแหล่งปิโตรเลียมในภูมิภาคอาเซียนรวมทั้งไทยด้วย