“พิพัฒน์” นัด EEC ถกคืบหน้าลงทุน "ดิสนีย์แลนด์-สนามกีฬา" 18 ก.พ.นี้ วางผังพื้นที่-โมเดลลงทุน ก่อนหารือนักลงทุน หวังสร้างกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี กระตุ้นการเดินทางหนุนไฮสปีด 3 สนามบิน-อู่ตะเภา
รายงานข่าวแจ้งว่า จากที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีแนวคิดให้มีสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ รวมถึงการพัฒนาศูนย์กีฬาระดับชาติแห่งใหม่ ความจุ 80,000 ที่นั่ง ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของประเทศไทย ซึ่งจะทำให้เกิดกิจกรรมในพื้นที่และดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่สร้างความต้องการในการเดินทาง สนับสนุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) และท่าอากาศยานอู่ตะเภา เมืองการบิน ให้สามารถเริ่มต้นเดินหน้าได้
รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันที่ 18 ก.พ. 2569 นายพิพัฒน์จะหารือร่วมกับสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และผู้เกี่ยวข้องเพื่อติดตามความคืบหน้าการจัดการพื้นที่ แนวทางและรูปแบบการพัฒนาโครงการต่างๆ ในพื้นที่ EEC รวมถึงในการดำเนินการพัฒนาโครงการ “ดิสนีย์แลนด์” ด้วยเพื่อนำไปหารือกับนักลงทุนต่อไป
ก่อนหน้านี้นายพิพัฒน์กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะลงทุนสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ ซึ่งจะเป็นแห่งแรกของอาเซียน ซึ่งจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงครอบครัวครั้งสำคัญ ส่วนสนามกีฬาระดับโลกขนาด 80,000 ที่นั่ง ที่สามารถรองรับคอนเสิร์ตระดับโลก การแข่งขันกีฬานานาชาติ และมหกรรมอีเวนต์ขนาดใหญ่ จะสามารถดึงดูดนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกและสร้างการท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ทำให้เกิดการจ้างงานและเพิ่มการผลิต เป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ ภายใต้เงื่อนไข สวนสนุก สนามกีฬา ที่ไม่มีกาสิโน และมีนักลงทุนแสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนแล้ว
นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนฯ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่าลงทุน 224,544.36 ล้านบาท ระหว่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับ บริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด ของกลุ่ม ซี.พี. โดยเฉพาะการแก้ไขเงื่อนไขการจ่ายเงินค่าร่วมลงทุนให้เอกชนของรัฐ จากเริ่มจ่ายให้เอกชนเมื่อก่อสร้างแล้วงเสร็จและมีการเปิดเดินรถ เป็นสร้างไปจ่ายไป เพื่อให้เอกชนเริ่มก่อสร้าง หลังจากที่โครงการล่าช้ามากว่า 6 ปี โดยเอกชนเสนอขอแก้ไขสัญญา หลังจากประสบปัญหาจากการระบาดโควิด-19 และประเมินว่าจะกระทบต่อจำนวนผู้โดยสารที่ลดลง


