xs
xsm
sm
md
lg

AOT เผยไตรมาสแรกปี 69 กำไรลดกว่า 12% แม้ผู้โดยสารเติบโต แต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 448 ล้านบาท รายได้เชิงพาณิชย์ลด 870 ล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ทอท.เปิดงบไตรมาส 1 ปี 69 งวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2568 มีรายได้รวม 17,332 ล้านบาท มีกำไรสุทธิจำนวน 4,652 ล้านบาท ลดลง 691 ล้านบาท แม้ผู้โดยสารรวม 34.47 ล้านคนเพิ่มขึ้น แต่รายได้จากการขาย บริการลดลง 811 ล้านบาท และรายได้เชิงพาณิชย์ลดลง 870 ล้านบาท  รุกยกระดับสนามขยายขีดความสามารถ

วันที่ 12 ก.พ.2569 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) หรือ AOT รายงานผลประกอบการ สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ว่า ผลดำเนินงานของไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ 2569 (1 ต.ค.2568-31 ธ.ค.2568) มีรายได้ รวม 17,332.42 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายรวม 10,801.84 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ จำนวน 4,652.62 ล้านบาท ลดลง 691.68 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.94 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568 โดย มีกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.33 บาท

สำหรับรายได้รวมของไตรมาส ที่ 1 ปี 2569 จำนวน 17,332.42 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้เกี่ยวกับกิจการการบิน 8,863.27 ล้านบาท (สัดส่วน 53%) เพิ่มขึ้น 0.67% จากไตรมาส 1/68 ที่มี 8,804.42 ล้านบาท รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน 7,988.73 (สัดส่วน 47%) ลดลง 9.83 % จากปีก่อนที่มี 8,859.49 ล้านบาท และมีรายได้อื่นๆ 480.42 ล้านบาท

ขณะที่มีค่าใช้จ่ายรวม 10,801.84ล้านบาท เพิ่มขึ้น 448.58 ล้านบาทหรือร้อยละ 4.33 ส่วนใหญ่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน ในขณะที่ต้นทุนทางการเงินลดลง 50.16 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.00 สำหรับค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ลดลง 226.30 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.99
การดำเนินกิจการ ท่าอากาศยาน 6 แห่ง ของทอท. ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ให้บริการสายการบินแบบประจำ รวม 139 สายการบิน (สายการบินที่ทำการบินทั้งขนส่งผู้โดยสารผสมขนส่งสินค้าและทำการบินขนส่งสินค้าอย่างเดียวนับเพียง 1 1 สายการบิน) เป็นสายการบินขนส่งผู้โดยสารผสมขนส่งสินค้า 129 สายการบิน และขนส่งสินค้าอย่างเดียว 21 สายการบิน

โดยท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง มีปริมาณการจราจรทางอากาศรวม ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 - ธันวาคม 2568 จำนวน เที่ยวบินรวม 208,281 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.82 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็น เที่ยวบินระหว่างประเทศ 116,594 เที่ยวบิน และเที่ยวบินภายในประเทศ 91,687 เที่ยวบิน ส่วนจำนวนผู้โดยสาร รวมมีทั้งหมด 34.47 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.50 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 20.92 ล้านคน และผู้โดยสารภายในประเทศ 13.55 ล้านคน แม้ว่าจะเผชิญความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจโลก การแข่งขันที่รุนแรงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ในเชิงลบ ประกอบกับราคาบัตรโดยสารที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจากตลาดที่มีกำลังซื้อปานกลาง เลือกเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศแทน และความล่าช้าของการก่อสร้างหรือซ่อมบำรุงทำให้ขีดความสามารถของสนามบินไม่สอดคล่องกับความต้องการเดินทางที่ฟื้นตัว แต่ยังได้รับปัจจัยบวกจากการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทย การเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจ รวมถึงการจัดงานระดับนานาชาติในประเทศหลายรายการ

ทอท.ระบุว่ารายได้จากกิจการการบินของ ทอท.ยังคงสะท้อนทิศทางการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องตามฤดูกาลท่องเที่ยว รวมถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินของไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 จำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินยังคงเพิ่มขึ้นในทุกท่าอากาศยาน ยกเว้นท่าอากาศยานหาดใหญ่ที่จำนวนเที่ยวบินลดลง เพียงเล็กน้อยเนื่องจากต้องเผชิญกับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อจำนวน 2 ผู้โดยสารและเที่ยวบินระหว่างประเทศเนื่องจากความกังวลในการเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่อาจเกิด ความไม่สะดวก

สำหรับการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) ทอท. ได้จ้างที่ปรึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐเพื่อศึกษาทางเลือกในการแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะทำงาน พิจารณากลั่นกรองทางเลือกในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการ ทอท.มีมติเห็นชอบแนวทาง ผลการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท. และอนุมัติให้ทอท.แก้ไขสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวตามผลการเจรจาของ คณะทำงานเจรจาฯ ต่อไป โดยพิจารณาทางเลือก 2 แนวทาง คือ การแก้ไขสัญญาเปรียบเทียบกับการยกเลิกสัญญา เพื่อเปิดประมูลใหม่ ซึ่งได้ข้อสรุปการแก้ไขสัญญาเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด และจะให้ผลตอบแทน ทางการเงินที่สูงกว่าผลตอบแทนขั้นต่ำในกรณีหาผู้ประกอบการรายใหม่ในสถานการณ์ปัจจุบัน และไม่ต่ำกว่าข้อเสนอ ของผู้ยื่นข้อเสนอลำดับสองที่ยื่นประมูลครั้งก่อน โดยปรับเงื่อนไขการอนุญาตให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในการบริหารสัญญา เพื่อให้ ทอท.สามารถให้บริการผู้โดยสารได้อย่างต่อเนื่อง และ รักษาผลประโยชน์ของ ทอท.ในระยะยาว

สำหรับแนวทางแก้ไขสัญญาดิวตี้ฟรี ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทอท.ยังคงการเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้้นต่ำต่อหัว (MG) ตามหลักการเรียกเก็บตามจำนวนผู้โดยสารเช่นเดิม โดยเรียกเก็บเป็นรายปี (เทียบเท่า 232.90 บาทต่อคน และ มีการเติบโตในอัตราร้อยละ 5 ทุกปีอย่างต่อเนื่อง) และทอท.ได้เจรจาทำให้ได้ส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ส่วนเพิ่มอีกร้อยละ 35 ของมูลค่าซื้อต่อผู้โดยสาร (Spending per Head) ส่วนเกิน

“ทำให้ทอท. มีโอกาส ในการมีรายได้เพิ่มเติมในกรณีที่สถานการณ์อุตสาหกรรมการบินปรับตัวดีขึ้น ซึ่งมากกว่าสัญญาเดิมที่เรียกเก็บ ส่วนแบ่งรายได้เพียงร้อยละ 20 ตลอดอายุสัญญา”

มีการ ขยายระยะเวลาของสัญญาออกไปอีก 2 ปี ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างในส่วนของอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) แล้วเสร็จในช่วงปี 2575 โดยการ ขยายระยะเวลาของสัญญาออกไปอีก 2 ปี จะครอบคลุมช่วงที่ต้องปิดซ่อมแซมพื้นที่ทุกส่วนในอาคารผู้โดยสาร หลังปัจจุบัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรใช้ดำเนินกิจการอยู่ในปัจจุบัน ระหว่างปี 2575 – 2578

แนวทางแก้ไขสัญญาดิวตี้ฟรี ท่าอากาศยานสดอนเมือง ทอท.ยังคงการเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อตารางเมตร (โดยคิดเป็น 39,187.76 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน) และเรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ที่ร้อยละ 20 ตามสัญญาเดิม และหากอัตราการฟื้นตัวของจำนวนผู้โดยสารกลับมาเกินร้อยละ 100 ทอท.จะกลับไปใช้อัตรา ค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อตารางเมตรตามที่เคยตกลงไว้ก่อนหน้า

แนวทางแก้ไขสัญญาดิวตี้ฟรี ท่าอากาศยานภูเก็ต, ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ทอท.ยังคงการเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ (MG) ตามหลักการ เรียกเก็บตามจำนวนผู้โดยสารเช่นเดิม โดยเรียกเก็บเป็นรายปี (เทียบเท่า 129.67 บาทต่อคน และมีการเติบโตในอัตรา ร้อยละ 5 ทุกปีอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2573 เนื่องจากสภาพการใช้จ่ายของผู้โดยสารที่ท่าอากาศยานภูมิภาค และ ปริมาณผู้โดยสารปรับตัวลงอย่างมากภายหลังสถานการณ์โควิด หรือเทียบเท่าค่าเฉลี่ยตลอดสัญญาที่ 134.70 บาทต่อคน)

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ทอท.มีสินทรัพย์รวมทั้้งสิ้น 206,923.51 ล้านบาท ลดลงจาก วันที่ 30 กันยายน 2568 จำนวน 3,008.72 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.43 มีหนี้สินรวมทั้งสิ้น 69,351.29 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 30 กันยายน 2568 จำนวน 7,740.05 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.04 มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวน 21,123.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากวันที่ 30 กันยายน 2568 จำนวน 1,722.50 ล้านบาท


สำหรับแผนการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 ทอท.ได้ปรับแบบ งานก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการนำเสนอเพื่อขอความเห็นชอบในการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะเพิ่มขีด ความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้ 15 ล้านคนต่อปี และคาดการณ์ว่าการพิจารณารายงานผลกระทบทาง สิ่งแวดล้อม (EIA) จะแล้วเสร็จประมาณกลางปี 2569 และจะสามารถดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณปี 2573 ส่วนแผนแม่บทของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทบทวนแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการ ทอท.มีมติเห็นชอบแล้ว โดยจะดำเนินการพัฒนา อาคารผู้โดยสารหลักด้านทิศใต้, ทางวิ่งเส้นที่ 4, ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน, คลังสินค้า, กิจกรรมการบินทั่วไป, ระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติเชื่อมต่อระหว่างอาคารผู้โดยสาร และระบบ คมนาคมและสาธารณูปโภค เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสาร ในภาพรวมได้ 120 ล้านคนต่อปี

โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นท่าอากาศยานที่มีการให้บริการเที่ยวบินในรูปแบบ Point to Point รองรับผู้โดยสารในปัจจุบันได้ 30 ล้านคนต่อปี พัฒนาเป็น 40 ล้านคนต่อปี มีขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินได้สูงสุด 55 เที่ยวบินต่อชั่วโมง โดยก่อสร้งอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ และปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร 1 ให้อยู่ในสภาพใหม่พื่อรองรับผู้โดยสารภายในประเทศร่วมกับอาคารผู้โดยสาร 2 ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารสำหรับรองรับ เที่ยวบิน Private Jet ปรับปรุงอาคารคลังสินค้า 1 และ 2 ให้สามารถรองรับสินค้าได้ 500,000 ตันต่อปี โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการ ออกแบบคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 เริ่มดำก่อสร้างปี 2571

ส่วนท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 พัฒนาก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ และปรับปรุงอาคาร ผู้โดยสารหลังเดิมเป็นอาคารผู้โดยสารภายในประเทศแล้วเสร็จ เพื่่อเพิ่่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร จาก 8 ล้านคนต่อปี เป็น 20 ล้านคนต่อปี คาดก่อสร้างเสร็จปี 2577

โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 12.5 ล้านคนต่อปี เป็น 18 ล้านคนต่อปี โดยคาดแล้วเสร็จในปี 2574

พัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 พัฒนาอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ เพื่อเพิ่มขีด ความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 3 ล้านคนต่อปี เป็น 6 ล้านคนต่อปี คาดแล้วเสร็จในปี 2577