xs
xsm
sm
md
lg

บางจากชี้ปี 68 กำไรพุ่ง 32% อยู่ที่ 2,880 ล้านบาท ปีนี้เน้น 2 กลุ่มธุรกิจ สร้างการเติบโต “เทรดดิ้ง-E&P”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กลุ่มบางจากฯเผยผลดำเนินการปี 2568 รายได้จากการขาย 507,570 ล้านบาท ลดลง 14%  EBITDA 35,753 ล้านบาท ลดลง12% และมีกำไรสุทธิ 2,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อน ในขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 10,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67%จากปี 2567 ชี้ไตรมาสที่ 4 /68 โรงกลั่นทุบสถิติกำลังการผลิตเฉลี่ยรวมสูงสุดที่ 279,700 บาร์เรลต่อวัน “ชัยวัฒน์”ชี้ปีนี้เน้น 2 กลุ่มธุรกิจที่จะเป็นกลไกในการเติบโตใหม่ “กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน -กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม” 

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า ปี 2568 เป็นอีกปีที่ธุรกิจพลังงานเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงและความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลก ส่งผลต่อผลประกอบการของอุตสาหกรรมโดยรวม แต่กลุ่มบริษัทบางจากยังคงมุ่งเน้นการบริหารธุรกิจด้วยความรอบคอบ และให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจในระยะยาวและการวางรากฐานเพื่อขยายตลาดพลังงานทั้งในและต่างประเทศ รองรับการเติบโตในอนาคต

โดยผลดำเนินการปี2568 บริษัทรายได้จากการขาย 507,570 ล้านบาท ลดลง14%จากปีก่อน   EBITDA 35,753 ล้านบาท ลดลง12%  และมีกำไรสุทธิ 2,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32%คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.08 บาท ในขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 10,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67%จากปี 2567 และสามารถรับรู้ Synergy ตลอดปี 7,300 ล้านบาท

โดยบริษัทฯ มีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท ประกอบกับความคืบหน้าการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจจากการเข้าถือหุ้นบริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC) ในสัดส่วน99.72 %และการเพิกถอน BSRC ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเดือนธันวาคม 2568 ช่วยสนับสนุนการบริหารการดำเนินงานของทั้งสองโรงกลั่นภายใต้แนวคิด “Together to Greater” 
แม้จะได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลงและผลขาดทุนจากสินค้าคงคลัง โรงกลั่นทั้ง 2 แห่งสามารถเพิ่มอัตราการกลั่นเฉลี่ยได้อีก 5,300 บาร์เรลต่อวันจากปีก่อนหน้า จากการที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงไม่มีการปิดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ตามวาระเช่นเดียวกับปีก่อน ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาสามารถเพิ่มอัตราการกลั่นได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 4/2568 ใกล้ระดับ 280,000 บาร์เรลต่อวัน ประกอบกับส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน (กลุ่ม Middle Distillates) ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังจากอุปทานที่ตึงตัว ส่งผลให้ Crack Spread ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายที่ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นสูงถึง 10.8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบหลายไตรมาส ปัจจัยดังกล่าวสนับสนุนให้กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมันมี EBITDA ปรับเพิ่มขึ้น77% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ขณะที่กลุ่มธุรกิจการตลาดสามารถขยายปริมาณการจำหน่ายน้ำมันจากปีก่อน และรักษาส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกที่ 29 % อีกทั้งโครงสร้างธุรกิจที่มีความหลากหลายของกลุ่มบริษัทช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของกลุ่มบริษัทท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและตลาดพลังงานที่ผันผวน โดยตลอดทั้งปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อน


นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ในปี 2569 ธุรกิจพลังงานยังต้องเผชิญความผันผวนของตลาดและทิศทางราคาพลังงานโลก แต่กลุ่มบริษัทบางจากมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามวิถีของพลังงานโลก Energy Addition ที่พลังงานรูปแบบใหม่ถูกเสริมเข้ามาอย่างต่อเนื่องควบคู่กับฐานพลังงานเดิม เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้โครงสร้างธุรกิจที่ปรับให้มีความชัดเจนและคล่องตัวมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับ 2 กลุ่มธุรกิจที่จะเป็นกลไกในการเติบโตใหม่ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน และกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในระดับภูมิภาคและสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงาน ขณะเดียวกันกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ ยังคงอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่ง พร้อมสร้างประโยชน์จากโอกาสที่เกิดจากภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย พร้อมกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานและกลุ่มธุรกิจใหม่และโฮลดิ้งส์

ส่วนความคืบหน้าโครงการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในเดือนมิถุนายน 2569 เป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานคาร์บอนต่ำของกลุ่มบริษัทฯ

นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน รายงานผลการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568 ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ ดังนี้

กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน มี EBITDA 8,840 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77 % จากปีก่อน ขณะที่กำลังการผลิตเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 263,700 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น2%โดยโรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงและโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชา สามารถเดินเครื่องในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลให้กลุ่มบริษัทบางจากรับรู้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปได้อย่างเต็มที่ ค่าการกลั่นพื้นฐานตลอดปีเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.72 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สูงกว่าค่าการกลั่นสิงคโปร์ที่ 4.95 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากแรงหนุนของ Crack Spread ในกลุ่ม Middle Distillates อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลงส่งผลให้รับรู้ Inventory Loss (รวม NRV) 7,686 ล้านบาท หรือ 2.42 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และรับรู้ผลขาดทุนจาก Oil Hedging 1,998 ล้านบาท หรือ 0.63 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล นอกจากนี้ บริษัท บีซีพี เทรดดิ้ง จำกัด (BCPT) มีธุรกรรมการซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันรวม 109.7 ล้านบาร์เรล ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน และในปี 2568 ได้จัดตั้งบริษัทย่อย BCPT FZCO ณ เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเพิ่มโอกาสขยายตลาดนอกภูมิภาคและรองรับการเติบโตในอนาคต

กลุ่มธุรกิจการตลาด มี EBITDA 5,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7 %จากปีก่อน ปริมาณการจำหน่าย 13,899 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 1 %จากปีก่อน ท่ามกลางสภาวะตลาดในประเทศที่อ่อนตัว โดยปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในธุรกิจอุตสาหกรรม ขณะที่ยอดจำหน่ายผ่านสถานีบริการค้าปลีกทรงตัวจากปีก่อน การยกระดับคุณภาพสถานีบริการอย่างต่อเนื่องช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ส่งผลให้กลุ่มบริษัทบางจากยังคงครองส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจค้าปลีกที่ 29 %และ ณ สิ้นปี 2568 มีสถานีบริการรวม 2,214 แห่ง สำหรับธุรกิจ Non-Oil มีร้านกาแฟอินทนิล 1,183 สาขา จุดชาร์จ EV 543 จุด และจุดจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่น FURiO กว่า 2,050 จุด

กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาด ดำเนินงานโดยบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) มี EBITDA 5,090 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน โดยรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในประเทศสหรัฐอเมริกา จากค่าความพร้อมจ่าย (Capacity Revenue) ที่ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ในสปป.ลาวที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ทั้งโครงการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568

กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ดำเนินงานโดยบริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) มี EBITDA 902 ล้านบาท ลดลง 7 %จากปีก่อน ท่ามกลางสภาวะตลาดที่อ่อนตัว โดยกลุ่มบริษัทบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ปริมาณการจำหน่ายรวมอยู่ที่ 594.5 ล้านลิตร ลดลง9 %จากปีก่อน โดยปริมาณการจำหน่ายเอทานอลอยู่ที่ 260.3 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 30 %จากปีก่อน ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายไบโอดีเซลอยู่ที่ 334.2 ล้านลิตร ลดลง 26 %จากปีก่อน

กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ มี EBITDA 15,966 ล้านบาท ลดลง36 %จากปีก่อน จากผลกระทบของราคาขายน้ำมันที่ปรับลดลงตามตลาดโลกและปริมาณการจำหน่ายที่ลดลง ขณะเดียวกัน โครงการสำคัญของ OKEA ASA ในประเทศนอร์เวย์ยังคงมีความคืบหน้า โดยแหล่งผลิต Brage เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์จากหลุมผลิต Sognefjord East ในเดือนกรกฎาคม 2568 และมีแผนขุดเจาะหลุมผลิต Talisker ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปี กลุ่มบริษัทฯ ได้นำประสบการณ์จากการลงทุนใน OKEA ASA ประเทศนอร์เวย์ มาต่อยอดโอกาสด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย โดยเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ในการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมในอ่าวไทย