xs
xsm
sm
md
lg

กรมเชื้อเพลิงฯกางแผนยุทธศาตร์ปี 2569 เตรียมชงครม.ใหม่เปิดสัมปทานรอบ26แหล่งอันดามัน -เดินหน้าCCS-แก้กม.ปิโตรเลียม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ”เปิดแผนยุทธศาสตร์ปิโตรเลียมปี2569 จ่อชงครม.ใหม่อนุมัติผลการคัดเลือกโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 25 และเปิดสัมปทานปิโตรเลียมแหล่งอันดามันรอบ26 หวังดึงทุนขนาดใหญ่เข้าลงทุน รวมทั้งเห็นชอบทำสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 ในพื้นที่JDA เดินหน้าโครงการ CCS และแก้พ.ร.บ.ปิโตรเลียม เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องทางพลังงาน กระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุน และสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชพ.) เปิดเผยทิศทางการดำเนินโครงการด้านการบริหารจัดการปิโตรเลียมของประเทศในปี 2569ว่า ในปีนี้กรมเชื้อเพลิงฯ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนพลังงานภายใต้แนวคิด 'ความต่อเนื่อง มั่นคง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม' โดยมีภารกิจหลักใน 3 มิติสำคัญ คือการรักษาฐานเดิม ด้วยการต่ออายุสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมเดิม เพื่อให้การผลิตไม่หยุดชะงักและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด การเติมโอกาสใหม่ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งใหม่ ๆ โดยเปิดสัมปทานรอบที่ 26 ในพื้นที่ศักยภาพสูงอย่างทะเลอันดามัน และการปรับปรุงกฎหมายปิโตรเลียมให้ทันสมัย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุนใหญ่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเดินหน้าโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS)ในอ่าวไทยตอนบนและโครงการนำร่องCCSในแหล่งอาทิตย์ เพื่อตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

โดยกรมเชื้อเพลิงฯเตรียมเสนอคณะรัฐมตรี(ครม.)ชุดใหม่เพื่ออนุมัติผู้ได้รับคัดเลือกโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจบนบก (ครั้งที่ 25) คาดว่าจะสามารถให้สัมปทานปิโตรเลียมได้ภายในปี 2569

ทั้งนี้โครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบ25 มีผู้มายื่นขอสิทธิฯ จำนวน 5 ราย 8 คำขอ คาดว่าสามารถเกิดการลงทุนราว 2,500 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ในอุตสาหกรรมและธุรกิจต่อเนื่อง ซึ่งหากพัฒนาได้เชิงพาณิชย์จะมีปริมาณน้ำมันดิบประมาณ 5.76 ล้านบาร์เรล ก๊าซธรรมชาติประมาณ 20.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต


นอกจากนี้ กรมเชื้อเพลิงฯมีแผนเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอันดามัน (ครั้งที่ 26) คาดว่าจะมีส่วนดึงดูดการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากเป็นพื้นที่บริเวณทะเลอันดามันที่ติดกับพื้นที่ที่มีการพบปริมาณปิโตรเลียมจำนวนมากในมาเลเซียมาก่อน จึงมีโอกาสที่จะพบทรัพยากรทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลอันดามันได้เช่นกัน เบื้องต้นคาดว่าจะเกิดการลงทุนเริ่มต้นสำหรับการสำรวจประมาณ 300 – 1,200 ล้านบาท ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งกรมเชื้อเพลิงฯได้ดำเนินการศึกษาประเมินศักยภาพปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม รวมทั้งกำหนดขอบเขตแปลงสำรวจแล้ว และอยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรีต่อไป

นายวรากร กล่าวว่า กรมเชื้อเพลิงฯเตรียมเสนอครม.ใหม่เห็นชอบการทำสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) และสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความท้าทายทั้งด้านเทคนิค ต้นทุนที่สูงขึ้นโดยจะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คาดว่าจะมีการลงทุนรวม 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะก่อให้เกิดรายได้โดยตรงแก่องค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย ประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ


“ ปัจจุบันไทยมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติ 1P คาดว่าใช้ได้อีก 4.6ปี และปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติ 2P คาดว่าจะใช้ได้อีก 8.3ปีหากไม่มีการสำรวจปิโตรเลียมเพิ่มเติม แต่กรมฯเชื่อว่าการเปิดสัมปทานรอบ25และรอบ26 นี้ จะเพิ่มปริมาณสำรองก๊าซฯคาดว่าจะใช้ได้เพิ่มเป็น 10ปี”

นายวรากร กล่าวต่อไปว่า กรมเชื้อเพลิงฯเตรียมชงครม.อนุมัติการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. …. เพื่อให้เกิดความความต่อเนื่อง กระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการลงทุน สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศโดยรวมทั้งการกำหนดผลตอบฉบับพิเศษหรือThailand IV เพื่อให้มีการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมขนาดเล็ก เนื่องจากกฎหมายปิโตรเลียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2514 จำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป


ปัจจุบัน มีแหล่งปิโตรเลียมสินภูฮ่อม และแหล่งสิริกิติ์ (S1)จะสิ้นสุดการต่ออายุสัญญาสัมปทานในปี2572และปี2574 ตามลำดับ ซึ่งตามกฎหมายไม่สามารถต่ออายุสัมปทานได้อีก ทั้งๆที่แหล่งปิโตรเลียมดังกล่าวมีศักยภาพในการผลิตก๊าซฯและน้ำมันได้นาน 10ปี หากเปิดประมูลใหม่เกรงว่าจะมีปัญหาขาดความต่อเนื่องเหมือนกรณีเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ (G1/65) ดังนั้นกรมฯจำเป็นต้องมีการแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่จะใช้เวลานานเพราะต่อผ่านสภาฯ ดังนั้นอาจจะมีการออกกฎกระทรวง ฯลฯในบางประเด็นเพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงพลังงาน

นอกจากนี้ กรมเชื้อเพลิงฯร่วมกับกระทรวงทรัพยากรฯ เดินหน้าโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS)ที่อ่าวไทยตอนบน โดยจะศึกษาและพิสูจน์ศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็น Eastern CCS Hub ในการกักเก็บ CO2 โดยกรมเชื้อเพลิงฯ ร่วมกับ ปตท.สผ. และหน่วยงานของประเทศญี่ปุ่น (JOGMEG และ INPEX) เพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งภายหลังจากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการเข้าสำรวจและมอบหมายภารกิจหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2569 แล้วนั้น ปัจจุบันได้อยู่ระหว่างขออนุญาตนำเรือเข้าสำรวจ และคาดว่าจะสามารถสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนบริเวณอ่าวไทยตอนบนได้ภายในปี 2569

ส่วนโครงการนำร่องดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ ผู้ดำเนินการคือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด หรือ ปตท.สผ. โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษามาตรการสนับสนุนทางด้านภาษีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะได้แนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ภายในปี 2569 และ ปตท.สผ. อยู่ระหว่างการออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อก่อสร้างและติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินงานโดยคาดว่าจะสามารถเริ่มการอัดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ในปี 2571


กำลังโหลดความคิดเห็น