“อรรถพล” เผย ก.พลังงานติดตามสถานการณ์น้ำมันโลกอย่างใกล้ชิด ยืนยันใช้กองทุนน้ำมันฯดูแลราคาดีเซลไม่เกิน 30 บาท/ลิตร ควบคู่บริหารสภาพคล่องกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดกองทุนฯพลิกเป็นบวกแล้วกว่าพันล้านบาท
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตนได้ร่วมกับกระทรวงพลังงานติดตามสถานการณ์ ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน จากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสหรัฐ-อิหร่าน ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น ทำให้ราคาดีเซล ปรับขึ้นจากต้นปี 2569 ขึ้นถึง 10 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลหรือขยับจาก77 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล มาอยู่ที่ราว 87-88 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
แม้ว่าราคาน้ำมันโลกจะปรับเพิ่มสูงขึ้น แต่กระทรวงฯได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาดูแล ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไม่ได้ขยับขึ้น โดยมีการดูแลทั้งกลุ่มเบนซินและดีเซล โดยเฉพาะดีเซลมีการลดการจัดเก็บเจ้ากองทุนน้ำมันฯลงไปแล้ว 2 บาท/ลิตร เหลือจัดเก็บ 20 สตางค์ต่อลิตร เพื่อให้ราคาดีเซลไม่เกิน 30บาท/ลิตร ไม่ส่งผลกระทบค่าครองชีพประชาชนชน ท่ามกลางการบริหารเงินกองทุนฯให้เหมาะสม ทำให้กองทุนเป็นบวกได้ตั้งแต่ 28 ม.ค. 69
“กระทรวงฯติดตามสถานการณ์โลก พร้อมๆกับการบริการกองทุนน้ำมัน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา หรือเป็น buffer ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ไม่ขึ้นราคาดีเซลจากปัจจุบันอยู่ที่ราว 30 บาทต่อลิตร และตรึงราคาขายก๊าซหุงต้มครัวเรือนไว้ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กก.จนถึงสิ้นเดือนมี.ค.นี้แต่ทั้งนี้ก็ต้องขอความร่วมมือ ประหยัดน้ำมัน อย่างต่อเนื่อง”
รมว.พลังงาน กล่าวว่า กองทุนน้ำมันฯ ดูแลค่าครองชีพ พร้อมกับดูแลผู้ค้าให้มีผลการดำเนินการที่เหมาะสม ทำให้ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ตนมาทำงานช่วงเดือนตุลาคม 2568 ท่ามกลางฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เริ่มดีขึ้น จนล่าสุดวันนี้ (5 ก.พ .69) ฐานะกองทุนน้ำมันปรับตัวดีขึ้น มีเงินไหลเข้า มีฐานะเป็นบวกราว 1,000 ล้านบาท จากช่วงเดือนตุลาคม 2568 ติดลบประมาณ 14,754 ล้านบาท
ทั้งนี้ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รายงาน ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 69 สรุปภาพรวมสถานะของกองทุนในส่วนของน้ำมันและก๊าซ LPG ดังนี้ มีสินทรัพย์รวม 62,048 ล้านบาท หนี้สินรวม 33,489 ล้านบาท ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสุทธิ 505 ล้านบาท นับจากเริ่มติดลบครั้งแรก 1,633 ล้านบาท เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2564 และติดลบเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเคยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 132,671 ล้านบาท เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2565 เนื่องจากกองทุนได้เข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี)โดยเฉพาะช่วงสงครามยูเครน-รัสเซีย
สำหรับกระแสเงินสดของกองทุนฯ มีอยู่ราว 27,000 ล้านบาท ในส่วนของบัญชีน้ำมัน เป็นบวกอยู่ที่ 39,046 ล้านบาท โดยเก็บเงินจากผู้ใช้ดีเซล 20 สตางค์ต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 เก็บที่ 2.50 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 เก็บที่ 80 สตางค์ต่อลิตร และเบนซินธรรมดา ออกเทน 95 เก็บที่ 9.60 บาทต่อลิตร ขณะที่ บัญชีก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) หรือก๊าซหุงต้มยังติดลบ 38,541 ล้านบาท เนื่องจากกองทุนยังจ่ายเงินชดเชยอยู่ 22 สตางค์ต่อกิโลกรัม
ในขณะที่ กองทุนฯน้ำมันอยู่ระหว่างการทบทวนแผนวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงหลังจากปี 2563-2567 ที่กำหนดกรอบราคาขายปลีกดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ตรึงราคาขายก๊าซหุงต้มครัวเรือนไว้ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กก. โดยแผนใหม่ปี 2568-2572 จะทบทวนว่าสถานการณ์ใดจะเข้าข่ายเป็นวิกฤต และควรช่วยเหลือประชาชนอยู่ที่ระดับใด


