ถมทะเล "แหลมฉบังเฟส 3" ป่วน GPC ไม่ยอมรับมอบพื้นที่ถมทะเล F1 เหตุสเปกความหนาแน่นทรายถมไม่ตรง TOR การท่าเรือฯ เร่งหาทางแก้ปัญหาเล็งใช้วิธีตอกเข็มทั่วพื้นที่เพิ่มความแข็งแรง ค่าก่อสร้างเพิ่ม 400-600 ล้านบาท ใช้เวลาเพิ่มอีก 6 -8 เดือน ชี้ต้องรอตั้งรัฐบาล ชง ครม.ใหม่พิจารณา คาดเลื่อนเปิดบริการไปเป็นปี
รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่า โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนที่ 1 (งานก่อสร้างงานทางทะเล) ซึ่งการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ทำสัญญาว่าจ้างกิจการร่วมค้า CNNC ประกอบด้วย บริษัท เอ็น.ที.แอล.มารีน จำกัด (บริษัทลูกของ บมจ.พริมามารีน บริษัท นทลิน จำกัด และ บริษัท จงก่าง คอนสตรั๊คชั่น กรุ๊ป จำกัด (ประเทศจีน) เป็นผู้รับจ้าง วงเงิน 21,320 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) มีปัญหาก่อสร้างล่าช้า โดยปัจจุบันการถมทะเล ส่วนของท่าเทียบเรือ F1 ดำเนินการเสร็จแล้ว และเตรียมส่งมอบให้กลุ่ม GPC (ประกอบด้วย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT TANK) บริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด) ผู้รับสัมปทานดำเนินการต่อ แต่กลุ่ม GPC ยังไม่ยอมรับพื้นที่ท่าเทียบเรือ F1 จากการท่าเรือฯ เนื่องจากมีประเด็นการถมทะเลที่ไม่ตรงกับที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทาน
ทั้งนี้ เนื่องจากข้อกำหนดทางเทคนิคของการถมทะเล หรือสเปกค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์ของทรายถมสัญญาระหว่างการท่าเรือฯ กับกลุ่ม GPC กำหนดให้ค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์ไม่น้อยกว่า 75% ส่วน สัญญาระหว่างการท่าเรือฯ กลุ่ม CNNC ผู้รับเหมา กำหนดเป็นค่าทรุดตัวที่ยอมให้ไม่เกิน 20 เซนติเมตรตลอดระยะเวลา 30 ปี
รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้มีการเสนอแนวทางการแก้ปัญหา โดยการปรับปรุงคุณภาพงานถมทะเล ด้วยเทคนิค Pre-loading ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือน และมีค่าก่อสร้างเพิ่มประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งกลุ่ม GPC ยอมรับ แต่ไม่มีใครกล้าตัดสินใจให้ได้ข้อสรุป ปัจจุบันการก่อสร้างเลยขั้นตอนที่จะใช้เทคนิค Pre-loading แล้ว
ล่าสุดมีการเสนอใช้แนวทางปรับปรุงคุณภาพงานถมทะเลให้มีความแข็งแรงด้วยวิธีการตอกเข็มแผ่ทุกๆ 3 ตารางเมตรทั่วพื้นที่เพื่อรองรับน้ำหนักของท่าเทียบเรือ ซึ่งคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 400-600 ล้านบาท ซึ่งกลุ่ม GPC ยอมรับได้ แต่ปัญหาคือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นใครจะรับผิดชอบ จึงมีข้อเสนอให้กลุ่ม GPC รับมอบพื้นที่ไปดำเนินการเอง โดยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มให้หักจากค่าสัมปทานที่รัฐต้องจ่ายให้ GPC เพื่อไม่ให้กระทบต่องบประมาณ แต่กลุ่ม GPC ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการท่าเรือฯกับบริษัทที่ปรึกษาที่ออกแบบสเปกทรายถมทะเลระหว่างสัญญาจ้างผู้รับเหมากับงานสัญญาสัมปทานไม่ตรงกันเอง อีกทั้งหากรับงานมาแก้ไขเอง แล้วในอนาคตเกิดปัญหา GPC ต้องรับผิดชอบเอง รวมถึงแหล่งเงินก็ไม่เห็นด้วย
รายงานข่าวระบุว่า ผู้เกี่ยวข้องได้มีการหารือร่วมกันกับอีอีซีแล้วเพื่อเร่งสรุป โดยคาดว่าแนวทางที่เป็นไปได้ขณะนี้คือ การท่าเรือฯ จ้างกิจการร่วมค้า CNNC ผู้รับเหมาถมทะเลดำเนินการงานปรับปรุงเพิ่มความแข็งแรงในรูปแบบงานเพิ่มเติม หรือ VO เนื่องจากการประมูลใหม่ต้องใช้เวลา ไม่น้อยกว่า 8 เดือน ซึ่งจะยิ่งทำให้งานล่าช้าออกไปอีก
ส่วนปัญหาวงเงินค่าตอกเข็มเสริมความแข็งแรงที่เพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 600 ล้านบาทนั้น การท่าเรือฯ เห็นว่าตามกรอบวงเงินเดิมโครงการงานก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 (ส่วนที่ 1) งานก่อสร้างงานทางทะเล คือ 25,558.570 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ขณะที่สัญญาถมทะเลกลุ่ม CNNC อยู่ที่วงเงิน 21,320 ล้านบาท ดังนั้นกรอบวงเงินยังเหลืออีกประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตาม การเพิ่มเนื้องานและใช้เงินเพิ่มจากสัญญาต้องเสนอบอร์ดอีอีซีและ ครม.ขออนุมัติ ซึ่งต้องรอรัฐบาลและ ครม.ชุดใหม่
ส่วนงานถมทะเลของท่าเทียบเรือ F2 ขณะนี้เหลือพื้นที่อีกประมาณ 20% มีการชะลอไว้ก่อนในพื้นที่ส่วนเชื่อมกับ F1 ซึ่งมีประเด็นด้านเทคนิค ทำให้ผู้รับเหมาอาจขอสงวนสิทธิ์การขยายสัญญาได้ เพราะประเด็นในส่วนนี้ไม่ใช่ความรับผิดชอบผู้รับเหมาเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีประเด็นการทำเขื่อนกันคลื่นตามมาตรการ EIA ซึ่งติดปัญหาประชาชนไม่ยอม คาดว่ากว่าจะเรียบร้อยก็ปลายปี 2569 หรือต้นปี 2570
กทท.กับกลุ่มกิจการร่วมค้า GPC ลงนามสัญญาร่วมทุนฯ พัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 โดยท่าเทียบเรือ F1 จะเริ่มก่อสร้างในปี 2566 มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2568 และท่าเทียบเรือ F2 จะเริ่มก่อสร้างในปี 2570 โดยมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2572 ต่อมาปรับแผนท่าเทียบเรือ F1 เปิดในปี 2571 แต่ล่าสุดอาจจะเลื่อนไปเปิดในปี 2573 พร้อมกับส่วนของท่าเทียบเรือ F2


