AOT ปรับแผนแม่บทพัฒนา”สุวรรณภูมิ” ชงครม.เพิ่มงบลงทุน East Expansion เป็น 1.2 หมื่นล้านเหตุเพิ่มพื้นที่ให้บริการและต้นทุนวัสดุพุ่ง ส่วน South Terminal รอชงครม.ใหม่ งบ 2 แสนล้านลงทุนระยะ 12 ปี ส่วนดอนเมืองเฟส 3 ค่าก่อสร้างพุ่ง เป็น 6 หมื่นล้านบาท คาดพ.ค.นี้ เก็บ PSC อัตราใหม่ ยันไม่กระทบคนไทย
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ทอท.มีความพร้อมในการลงทุนขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดย อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออนมัติ โครงการส่วนต่อขยายด้านตะวันออก (East Expansion) ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาทเพื่ออนุมัติปรับปรุงวงเงินลงทุนโครงการ จากมติเดิมเมื่อปี 2559 วงเงิน 9 พันล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจาก การปรับเพิ่มพื้นที่ East Expansion จากเดิม 6,000 ตร.ม. เป็น 8,800 ตร.ม. รวมถึงราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น แต่แม้จะเพิ่มวงเงิน ก็ยังไม่กระทบต่อกรอบวงเงินโครงการ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 ที่มีวงเงินประมาณา 6 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ คาดว่าเรื่องนี้ สามารถเสนอครม.รักษาการ อนุมัติได้ เนื่องจากเป็นการปรับปุงวงเงิน ซึ่งมีงบเดิม ที่เคยได้รับความเห็นชอบไว้แล้ว และหาก ครม. อนุมัติ คาดว่าจะจัดทำ TOR เริ่มเปิดประมูลภายใน 1-2 เดือนนี้ ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็น 70 ล้านคน/ปี จากปัจจุบันรองรับได้ 65 ล้านคน/ปี ขณะที่ปัจจุบันมีจำนวนผู้โดยสาร 62 ล้านคน/ปี
@ชงครม.ลงทุน South Terminal 2 แสนลบ.
ส่วนแผนแม่บทการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งจะมีการพัฒนา อาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) เพื่อรองรับการเติบโตของผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปัจจุบันศึกษาทบทวนเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างการนำเสนอครม. โดยแผนลงทุนระยะ 12 ปี วงเงินลงทุน 2 แสนล้านบาท จะมีการพัฒนาอาคารผู้โดยสาร South Terminal ,ทางวิ่ง (รันเวย์) เส้นที่ 4 , และอาคารสำหรับขนส่งทางอากาศ (Cargo) ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) , General Aviation และอาคารส่วนควบ อาทิ โรงผลิตน้ำ อาคารจอดรถ รวมถึง อุโมงค์ลอดเชื่อมต่อ อาคารเหนือและอาคารใต้ เพื่อรองรับการเป็น Aviation Hub ในอนาคต
นางสาวปวีณา กล่าวว่า AOT จะเสนอครม.ให้รับทราบแผนแม่บทโครงการ South Terminal โดยต้องรอครม.ชุดใหม่ หลังจากนั้นจะนำเสนอครม.อีกครั้งในการพิจารณาอนุมัติวงเงินลงทุน 2 แสนล้านบาท ทั้งนี้ AOT จะทยอยการลงทุนอาจแบ่งเป็น 3 เฟสหลัก โดยเฟสแรก จะรองรับได้ประมาณ 30 ล้านคน ซึ่งเมื่อดำเนินการเสร็จ จะโยกการให้บริการส่วนของอาคารผู้โดยสารหลัก (Main Terminal) ไปใช้พื้นที่ก่อน เพื่อเร่งปรับปรุงส่วนของ Main Terminal ที่ใช้มานาน 20 ปี ขณะที่ส่วน East Expansion ก็เปิดใช้รองรับผู้โดยสารได้อีกส่วนหนึ่งด้วย
@รื้อรูปแบบ”ดอนเมืองเฟส 3” ดันลงทุนเกือบเท่าตัว
ส่วนความคืบหน้าการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 นางสาวปวีณากล่าวว่า ปัจจุบันท่าอากาศยานดอนเมืองแออัดมาก จำเป็นต้องเร่งดำเนินการขยายเฟส 3 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร จากปัจจุบันอยู่ที่ 30 ล้านคน/ปีเป็น 40-50 ล้านคน/ปีซึ่งทอท.มีการปรับปรุงกรอบวงเงินลงทุน จากเดิม 3.6 หมื่นล้าน เป็น 6 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้เนื่องจาก กรอบการพัฒนาและวงเงินเดิมศึกษาไว้ตั้งแต่ปี 2561 ปัจจุบัน ราคาวัสดุก่อสร้างและอื่นๆก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น และจากที่ได้พิจารณาการออกแบบเดิม พบว่ามีรายละเอียดบางส่วนที่ยังไม่เหมาะสม จึงต้องมีการปรับปรุงใหม่
ทั้งนี้ งบลงทุนที่เพิ่มเป็น 6 หมื่นล้านบาทนั้น เนื่องจากเนื้องานที่เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากแผนเดิม โดยเฉพาะ Junction Terminal เดิม AOT มีแนวคิดว่าจะให้มีผู้ลงทุนส่วนนี้ แต่เมื่อมีการศึกษาอย่างละเอียดแล้ว ก็พบว่าสนามบินดอนเมืองขาดเรื่องจุดขนส่งหรือ Transport หลักๆ ทำให้รถติดมาก และแออัด ดังนั้นจึงเปลี่ยนจากที่รองรับเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์อย่างเดียว แต่ควรเป็นจุดให้บริการผู้โดยสาร เพื่อเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีแดง หรือเป็นจุดรับส่งผู้โดยสารได้ รวมถึงมี Bus Station ที่ทำให้ผู้โดยสารที่จะเดินทางออกจากสนามบินไปสู่ภูมิภาคต่างๆอย่างไรก็ตาม AOT จะเสนอครม. ขออนุมัติเงินลงทุนใหม่ในโครงการขยายท่าอากาศยานดอนเมืองเฟส 3 โดยใช้เงินลงทุนของ AOT เอง ซึ่งทางเลขาฯครม.ได้ให้รอเสนอครม.ชุดใหม่
@คาดพ.ค.นี้ เก็บ PSC อัตราใหม่ ยันไม่กระทบคนไทย
นางสาวปวีณา กล่าวถึงการปรับเพิ่มค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศจาก 730 บาท/คน เป็น 1,120 บาท/คน ว่า อัตราที่เพิ่มขึ้น เป็นการปรับใช้กับต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเที่ยวบินในประเทศยังคงเดิมไม่มีการปรับขึ้นแต่อย่างใด และขอยืนยันว่าการปรับขึ้นค่า PSC ดังกล่าวไม่กระทบต่อคนไทย และหากเปรียบเทียบกับสนามบินต่างชาติหลายประเทศ มีการจัดเก็บค่า PSC สูงกว่าไทยค่อนข้างมากโดยขั้นตอนปัจจุบันรอ รมว.คมนาคมซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) เป็นผู้ลงนามมติ กบร.ที่ให้ปรับขึ้นค่า PSC ที่มีมติแล้ว คาดจะเริ่มใช้ได้ในอีก 4 เดือน หรือในเดือน พ.ค.69
ทั้งนี้ค่า PSC ที่ AOT ปรับขึ้นจะใช้กับ 6 ท่าอากาศยานที่ AOT บริหาร ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ เชียงราย โดยคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ส่วนนี้บริษัทจะนำไปใช้ปรับปรุงและขยายท่าอาอากาศยานเพื่อรองรับกับการเติบโตของผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 5-7% ต่อปี รวมถึงเก็บไว้เป็นกำไรสะสม เพราะแผนลงทุนของ AOT จะมาจากกระแสเงินสดของบริษัท กำไรสะสม และเงินกู้ ซึ่งบริษัทจะกู้เงินน้อยที่สุด เพราะจะมีภาระดอกเบี้ยตามมาด้วย
ที่ผ่านมา AOT พยายามเพิ่มสัดส่วนรายได้ Non-Aero เพื่อมาสนับสนุนธุรกิจการบิน แต่ตนมองว่า ไม่เหมาะสม เราควรจะนำรายได้ Aero มาปรับปรุงสนามบินรวมถึงการลงทุน เพื่อเพิ่มการบริการให้ได้มาตรฐานสากล ดังนั้น AOT จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ Aero มากขึ้น เพิ่มสัดส่วนเป็น 60% และ Non-Aero 40% จากปัจจุบันอยู่ที่ 50-50%


