เดนทิสเต้ ประกาศแผนธุรกิจลุยปี 69 ปักธงสู่ผู้นำผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมอันดับหนึ่งในเอเชีย ทุ่มงบ 400 ล้านบาท ขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์ พร้อมคอลแลปกับ “ลิซ่า” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “4 Years of Trust, One Confident Smile” เจาะกลุ่ม Gen Y และ Gen Z เพื่อสร้างการจดจำแบรนด์ให้มากขึ้น
นายศิวกร พิทยานุกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า เดนทิสเต้ถือเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ Premium Oral Care ของไทยที่เติบโตไปสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียม ด้วย Innovation ต่างๆ สู่ผู้บริโภคเพื่อการมีสุขภาพช่องปากที่ดี มีรอยยิ้มที่มั่นใจ และลมหายใจหอมสดชื่น โดยปัจจุบันมีจำหน่ายใน 27 ประเทศทั่วโลก
โดยในประเทศไทยนั้น ในปีที่ผ่านมาเดนทิสเต้ครองความเป็นที่ 1 และผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมในประเทศไทยอย่างแข็งแรง ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มนี้ 30% และเติบโตมากกว่าตลาด หรือในปี 2568 ที่ผ่านมา เดนทิสเต้เติบโตถึง 20% ซึ่งเดนทิสเต้เติบโตในระดับนี้ทุกปี ขณะที่ภาพรวมของตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ในปี 2568 ที่ผ่านมา มีมูลค่า 18,500 ล้านบาท เติบโตขึ้น 6% จากปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ควบคู่กับความต้องการผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์การดูแลในระยะยาว ส่วนตลาดพรีเมียมมีมูลค่า 4,000 ล้านบาท เติบโต 10% จากการยอมรับของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและนวัตกรรม การให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและการป้องกันในระยะยาวมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้คุณค่าและประสิทธิภาพสูงขึ้น
ล่าสุดในปีนี้เดนทิสเต้พร้อมใช้งบลงทุนกว่า 400 ล้านบาท ขับเคลื่อนธุรกิจในปี 2569 ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือ กลยุทธ์ที่ 1: ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดพรีเมียมด้านนวัตกรรมดูแลช่องปาก ตอบโจทย์ผู้บริโภค จากอินไซต์ผู้บริโภคไทยที่ให้ความสำคัญกับ “สุขภาพเชิงป้องกัน” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ฟันขาว แต่มองว่าการดูแลสุขภาพช่องปากเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
ดังนั้นในปีนี้เดนทิสเต้จึงได้เปิดตัว 1.ผลิตภัณฑ์ยาสีฟัน “เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์ 2026” นวัตกรรมยาสีฟัน 10 in 1 หลอดสีทอง สูตรที่ดีที่สุดของเดนทิสเต้ ดูแลครบจบปัญหาเหงือกและฟันในหลอดเดียว ผสมผสาน Postbiotics กับ Zinc & CPC และสมุนไพรพรีเมียมกว่า 14 ชนิด ช่วยลดปัญหาในช่องปาก ปรับสมดุลและยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ถึง 12 ชั่วโมง และป้องกันฟันผุด้วย Sodium Fluoride 1100 ppm
2.ผลิตภัณฑ์ เดนทิสเต้ พรีเมียม เม้าท์สเปรย์ เอ็กซ์ตร้า เฟรช สูตรเข้มข้น เพื่อช่วยลมหายใจหอมสดชื่นยาวนาน และช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปากระหว่างวัน เพื่อเสริมความมั่นใจในทุกวัน กลยุทธ์ที่ 2: รุกตลาดอาเซียน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ โดยมีประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นต้นแบบ ซึ่งทั้งสามประเทศเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์คุณภาพพรีเมียมจากแบรนด์ที่เชื่อถือได้ และมีความชื่นชอบศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์
กลยุทธ์ที่ 3: สานต่อความร่วมมือกับลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ซึ่งในปีนี้เดนทิสเต้สานต่อความร่วมมือระยะยาวกับลิซ่าเป็นปีที่ 4 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “4 Years of Trust, One Confident Smile” 4 ปีแห่งความเชื่อมั่น กับหนึ่งรอยยิ้มมั่นใจ” มุ่งถ่ายทอดถึง 4 ปีแห่งความมั่นใจในการใช้ผลิตภัณฑ์เดนทิสเต้ของลิซ่า ซึ่งยังคงใช้อยู่อย่างต่อเนื่อง โดยลิซ่าจะเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเดนทิสเต้ใน 3 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ สร้างการจดจำแบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภค Gen Y และ Gen Z และส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพช่องปากด้วยการทดลองใช้เดนทิสเต้ในวงกว้าง
นายศิวกร กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การเติบโตด้านยอดขาย แต่คือการ Connect เชื่อมความผูกพันของผู้คนด้วยความมั่นใจ เริ่มต้นด้วยการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องและดีเยี่ยมทุกๆ วัน เราตั้งเป้าอยากให้ผู้บริโภคได้ทดลองผลิตภัณฑ์และมีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น โดยมุ่งผลักดันแบรนด์เดนทิสเต้ให้แข็งแกร่งและครองใจผู้บริโภคด้วยคุณภาพและนวัตกรรม ก้าวสู่การเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมอันดับหนึ่งในเอเชียภายในปี 2569 นี้.


