“พิพัฒน์"ลั่นหาก”ภูมิใจไทย”เป็นรัฐบาล พร้อมลุยซื้อคืน”สัมปทานรถไฟฟ้า” ค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวัน ไม่ต้องใช้งบอุดหนุน พร้อมชงครม.ภายใน 3 เดือน โอนรฟม.คุมรายเดียว เผย”คมนาคม-คลัง”ศึกษาจัดโซนนิ่ง พร้อมดึงรถเมล์ร่วมตั๋วใบเดียวขึ้นได้ทุกคัน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากที่ได้เริ่มดำเนินนโยบายกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน บัตรโดยสารเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน สำหรับรถไฟชานเมืองสายสีแดง และรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – คลองบางไผ่ ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2568 ถึง วันที่ 30 พ.ย. 2569 และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) รวมทั้งให้รับโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก สายสีเขียวส่วนต่อขยาย สายสีทอง และสายสีแดง แต่เนื่องจากมีการยุบสภาเสียก่อนทำให้เรื่องยังค้างอยู่
นายพิพัฒน์กล่าววว่า เรื่องนี้ ถือเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ที่จะทำต่อเนื่องทันที หากได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง โดยจะเสนอเรื่อง Single Owner Ship และหลักการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า เข้าครม.ให้ได้ภายใน 3 เดือน ส่วนการซื้อคืนจะเกิดขึ้นได้ใน 6 เดือน – 1 ปี โดยเป็นการดำเนินนโยบายลดค่าเดินทาง ที่รัฐไม่ต้องใช้งบประมาณอุดหนุน ซึ่งแตกต่างจาก รถไฟฟ้า 20 บาท ที่รัฐต้องอุดหนุนปีละ 20,000 ล้านบาท
โดยปัจจุบัน มีตั๋วร่วมหรือบัตรร่วมแล้ว คือ บัตร EMV จากนั้นเมื่อมี Single Owner Ship โดยรฟม. ระบบค่าโดยสารร่วมก็จะเกิดขึ้นต่อไป ซึ่งขณะนี้ สามารถดำเนินการค่าโดยสารร่วม กับรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วงได้ก่อน เพราะทั้ง 2 สายนี้ เป็นโครงการของรัฐ โดยการรถไฟฯและรฟม. ส่วน โครงการรถไฟฟ้าที่เหลือ เป็นการให้สัญญาสัมปทานเอกชน ดังนั้นจะต้องหาวิธีการซื้อคืนกลับมาให้ รฟม. ภายใต้ Single Owner Ship
ส่วนการจะซื้อคืนสัมปทานที่ไม่ใช้งบประมาณ จะนำเงินมาจากไหน มี 2 วิธี คือ 1. ตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือ TFF เพื่อระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งวิธีนี้ ต้องมั่นใจว่า จะมีผลตอบแทนสามารถเงินปันผลให้ผู้ที่ซื้อหุ้นได้ หรือ 2. ให้สัมปทานเอกชนที่เป็นคู่สัญญาเดิม เพื่อให้เอกชนนำไปกู้เงินมาเพื่อเป็นค่าซื้อคืนสัมปทานนั้น ซึ่ง ทั้ง 2 วิธี รัฐไม่มีส่วนเข้าไปค้ำประกันเงินกู้ใดๆ จึงไม่ทำให้เกิดหนี้สาธารณะของประเทศ
สำหรับเรื่องอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า เส้นทางในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลนั้น เบื้องต้นกำหนดอัตราที่ไม่เกิน 40 บาทตลอดทั้งวัน โดยจะมีการกำหนดแบ่งพื้นที่ หรือ จัดโซนนิ่งของเส้นทางรถไฟฟ้าที่จะใช้บริการในราคาไม่เกิน 40 บาทต่อวัน ส่วนกรณีใช้บริการออกนอกโซนนิ่งที่กำหนด ก็จะกำหนดอีกราคา ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษากำหนดพื้นที่ระยะทางของโซนนิ่ง และราคาที่เหมาะสม
“เรื่องนี้ นายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกุล ) มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม รฟม.และกระทรววงการคลัง ศึกษาร่วมกัน ในเรื่องอัตราค่าโดยสารร่วมต่อวัน และการแบ่งโซนนิ่ง ที่เหมาะสม แต่ยุบสภาไปก่อน ส่วนกรณี บีทีเอสซึ่งสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวจะหมดสัญญาในปี 2572 ซึ่งก็เหลืออีกไม่กี่ปีนั้น หากมีการซื้อคืนก็ต้องดูมูลค่าที่เหลือ และนำจำนวนผู้โดยสารและรายได้มาประเมินด้วย เพื่อให้การเจรจามีความเป็นธรรม”
นายพิพัฒน์กล่าวว่า เมื่อกำหนดหลักการในส่วนของรถไฟฟ้าซึ่งเป็นโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนหลักได้แล้ว สิ่งที่ทำต่อไปคือ ระบบรถเมล์ ซึ่งเป็นฟีดเดอร์หรือระบบขนส่งย่อยที่เชื่อม ชุมชน ที่อยู่อาศัยต่างๆ ไปยังรถไฟฟ้า ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับปรุงเส้นทางรถเมล์ใหม่ หรือปรับแผนปฎิรูปเส้นทางรถเมบ์อีกครั้ง เพื่อให้มีความเหมาะสมมากจึ้น โดยขณะนี้ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) อยู่ระหว่างดำเนินการเช่ารถโดยสารปรับอากาศไฟฟ้า (รถเมล์ EV) จำนวน 1,520 คัน เมื่อจัดหารถโดยสารใหม่เข้ามาครบถ้วนแล้ว จะนำระบบตั๋วร่วมไปใช้และใช้โครงสร้างค่าโดยสารร่วมของระบบขนส่งสาธารณะได้
“ ขสมก.กำลังประมูล รถเมล์ปรับอากาศ EV 1,520 คัน เพื่อนำมาใช้บริการแทนรถเมล์ร้อนที่เก็บค่าโดยสาร 8 บาทตลอดสาย เบื้องต้นจะคิดค่าโดยสารรถ EV ใหม่ ประมาณ 13-15 บาท ซึ่งเทียบกับรถแอร์ขสมก. จากเดิม 15-27 บาท เพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชน ขณะที่คนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะใช้หลักการจ่าย 8 บาทเท่าเดิม ส่วนเพิ่มรัฐจะอุดหนุนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ “


