xs
xsm
sm
md
lg

“อินฟลูฯ” พุ่ง 5 พันล.บูมอีก 5 ปี “นาโน-ไมโคร” แรง IdeasLabs รุกเต็มสูบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการรายวัน 360- ตลาดอินฟลูฯ 5,000 ล้านยังอยู่ในช่วงขาขึ้น พร้อมโกยรายได้ยาวๆ ไปอีก 3-5 ปี คาดปี 69 ตลาดโตอีก 20-30% ผู้บริโภคพร้อมสวมหมวกเป็นอินฟลูฯ หวังสร้างรายได้เสริม รับโอกาสกลุ่มอินฟลูฯ ระดับนาโนและไมโคร เป็นที่ต้องการของแบรนด์มาเป็นอันดับหนึ่ง ด้าน IdeasLabs เดินเกมส์บุก ชูกลยุทธ์ Data-Driven Operating Model ลุยอินฟลูฯ มาร์เก็ตติ้งแบบเต็มรูปแบบ มั่นใจดันรายได้ปีนี้แตะ 250 ล้าน ปีหน้าเพิ่มเป็น 300 ล้าน และใน 5 ปี พร้อมเข้าตลาด MAI


นายธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) MarTech สัญชาติไทย เปิดเผยว่า ตลาดอินฟลูเอ็นเซอร์ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นไปอีกอย่างน้อย 3-5 ปี ที่ตลาดยังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่อาจจะเติบโตไม่เท่ากับช่วงที่ผ่านมา จากปัจจุบันตลาด Social, KOL และสื่อ Publisher มีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท ปีหน้าคาดว่าจะเติบโตได้ราว 20-30% ซึ่งปัจจุบันในแง่จำนวนรวมของอินฟลูเอ็นเซอร์เชื่อว่ามีสูงมาก แต่กลุ่มที่สร้างรายได้ได้มีอยู่ราว 2 แสนคน

เทรนด์การใช้อินฟลูเอ็นเซอร์นั้น พบว่า กลุ่มอินฟลูเอ็นเซอร์ระดับนาโนและไมโคร เป็นกลุ่มที่ตลาดหรือแบรนด์ต้องการใช้มากที่สุด บวกกับสถานการณ์ต่างๆ เชื่อว่าในปีหน้ากลุ่มอินฟลูเอ็นเซอร์ระดับนาโนและไมโครจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

“กลุ่มอินฟลูเอ็นเซอร์ระดับนาโนและไมโคร เป็นกลุ่มที่แบรนด์จะเลือกใช้มากสุดในปีหน้า เพราะเข้าถึงพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ และสร้างความยั่งยืนให้แบรนด์ได้ดีกว่า ยิ่งวันหนึ่งกลุ่มนี้มีผู้ติดตามมากขึ้นแบรนด์ก็ได้รับผลดีตามไปด้วย จากปัจจุบันกลุ่มนี้ทำรายได้รวมกันไม่ถึง 10% ใน 5,000 ล้านบาท และเรตราคาการจ้างไม่สามารถกำหนดเองได้ ขึ้นอยู่กับดีมานด์ การคำนวนหาราคาจริงตามกลไกตลาด โดยเรตการจ้างมีตั้งแต่ 100 บาท ,300 บาท 1,000 บาท 3,000 บาท โดยขึ้นอยู่กับแคมเปญ ทาร์เก็ต และความต้องการของแบรนด์เป็นหลัก”


นอกจากนี้ในปีหน้า มองว่าพนักงานขายที่ทำหน้าที่ไลฟ์สดขายของให้แบรนด์ก็ถือเป็นกลุ่มอินฟลูเอ็นเซอร์อีกรูปแบบหนึ่งที่กำลังเติบโตเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยปีหน้าจะเห็นแบรนด์ใช้กลยุทธ์นี้มากขึ้น หันมาไลฟ์สดขายของมากขึ้น แต่กลุ่มนี้จะเน้นผลลัพธ์ด้านยอดขายเป็นหลัก ซึ่งดีกว่าเลือกใช้อินฟลูฯ ระดับแม็คโคร อย่างดาราหรือบุคคลที่มีผู้ติดตามหลักล้านคนขึ้นไป กับการจ้างโพสแต่ละครั้ง แล้วจ่ายในราคาแพง ผลลัพธ์กลับมาอาจมีได้แค่ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น

ในปีหน้า แพลตฟอร์มการทำอินฟลูฯ มาร์เก็ตติ้ง พบว่า ติ๊กต็อกยังเป็นอันดับ 1 หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% จาก 50% ในปีนี้ รองลงมา คือ เบต้า (เฟสบุค และ X) อันดับสาม คือ ยูทูป เพราะแบรนด์ยังคงเน้นเรื่องยอดขายที่สามารถวัดผลได้จริง ซึ่งติ๊กต็อกตอบโจทย์ดีที่สุด ทั้งในแง่ยอดขายและดาต้าอื่นๆ

นายธนดล กล่าวต่อว่า ในส่วนของไอเดียแล็บ หลังจากปรับทิศทางธุรกิจจากการเป็นเพียงเอเจนซี่สู่บริษัทด้าน MarTech ที่มีเชี่ยวชาญและครอบคลุมในเรื่องการทำอินฟลูมาร์เก็ตติ้งอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งปัจจุบันแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.Agency ประกอบไปด้วย Planer, Affiliate Marketing, Campaign, Social Media Management, Brand Reputation, Paid Advertising 2. Solution หรือแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นมาเองเพื่อรองรับลูกค้าและอินฟลูเอ็นเซอร์ที่ทำงานร่วมกับเรา ประกอบไปด้วย SD Team (Seeding), Kolnect (ซื้อมาขายไป) และ Kolaxy (แพลตฟอร์ม KOL ของเราเอง) 3.Publisher หรือสื่อที่สร้างขึ้นมาเอง เช่น เพจต่างๆ ได้แก่ Prohub Promotion (โปรฮับโปรโมชั่น), Choose Buy Keng (เลือกซื้อเก่ง), Cafe Story x ติดเล่า และ Yellow Tag (โปรป้ายเหลือง)


“ใน 3 กลุ่มธุรกิจนี้ รายได้กว่า 60% มาจาก Solution อีก 30% มาจาก Agency และอีก 10% มาจาก Publisher ซึ่งจากนี้จะให้ความสำคัญและลงทุนในส่วนของ Publisher มากขึ้น ตั้งเป้าใน 5 ปีจะมีเพิ่มเป็น 12 เพจ หรือในปีหน้าจะเพิ่มอีก 2 เพจ ทั้งแบบสร้างเองและร่วมกับเพจเดิมที่มีอยู่แล้ว และปัจจุบันมีอินฟลูเอ็นเซอร์ที่ลงทะเบียนทำงานร่วมกับบริษัทกว่า 20,000 ราย แอกทีฟอยู่ราว 5,000 ราย เพื่อรองรับแบรนด์กลุ่ม FMCG โดยเฉพาะ“

อย่างไรก็ตามไอเดียแล็บวางแผนเข้าตลาดหุ้นในอีก 5 ปี พร้อมต่อยอดไปสู่ตลาดระดับอาเซียน กับเป้าหมายที่ต้องการสร้างระบบนิเวศของ MarTech ไทยให้แข็งแรงและยั่งยืน โดยปีนี้มั่นใจว่าจะมีรายได้แตะ 250 ล้านบาท โต25% ด้วยกลยุทธ์การใช้ Data-Driven Operating Model ที่เชื่อมโยงข้อมูลเชิงลึกกับจุดประสงค์ทางการตลาดอย่างเฉพาะเจาะจง ช่วยให้ออกแบบกลยุทธ์และแคมเปญที่สะท้อนความต้องการจริงของผู้บริโภค และในปีหน้ามั่นใจว่ารายได้จะเพิ่มเป็น 300 ล้านบาทได้

“กลยุทธ์หลักที่สนับสนุนการเติบโตของ IdeasLabs มาจากการมุ่งสร้างแพลตฟอร์ม และเครื่องมือ MarTech สัญชาติไทย ที่ช่วยให้แบรนด์และครีเอเตอร์ทำงานอย่างเป็นธรรม มีโครงสร้างราคาที่โปร่งใส และสะท้อนคุณค่าของครีเอเตอร์ได้อย่างแท้จริง หัวใจสำคัญของการเติบโตมาจากการใช้ Data-Driven Operating Model ที่เชื่อมโยงข้อมูลเชิงลึกกับจุดประสงค์ทางการตลาดได้อย่างเฉพาะเจาะจง ช่วยให้บริษัทสามารถออกแบบกลยุทธ์และแคมเปญที่สะท้อนความต้องการจริงของผู้บริโภค ซึ่งหลายครั้งเป็นเทรนด์ที่แตกต่างจากทิศทาง Mass Marketing ทั่วไป ทำให้ลูกค้าได้ผลลัพธ์ที่มีความเฉพาะเจาะจงและชัดเจนในเชิงธุรกิจมากกว่า” นายธนดล กล่าว










กำลังโหลดความคิดเห็น