- • เรียกค่าเสียหาย 3,709 ล้านบาท
- • ฟ้องฐาน กฟภ. ใช้อำนาจละเมิด
- • เซท เอนเนอยี ถูกจัดตั้งเพื่อพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดและพลังงานสำรอง
เอสพีซีจี และเซท เอนเนอยี ยื่นศาลปกครองกลาง ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก กฟภ.เป็นเงิน 3,709 ล้านบาท ฐานใช้อำนาจละเมิดบริษัททำให้ เซทฯ ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาโครงการจัดหาพลังงานไฟฟ้า พลังงานสะอาด และพลังงานสำรองเพื่อใช้ในพื้นที่ EEC โดยเฉพาะ ไม่อาจดำเนินโครงการต่อไปได้
นางวันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG เปิดเผยว่าบริษัท เอสพีซีจี และบริษัท เซท เอนเนอยี จำกัด ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมเป็นเงิน 3,709,300,451.24 ล้านบาท ฐาน กฟภ.ใช้อำนาจละเมิดบริษัทฯ ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่เมืองใหม่ EEC ที่ได้ดำเนินร่วมกันมาระหว่างบริษัทฯ กฟภ. และบริษัท พีอีเอ เอนคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (รัฐวิสาหกิจที่ กฟภ.ถือหุ้นทั้งหมด) ส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหายจากการลงทุนในการจัดซื้อที่ดินจากเอกชนเพื่อใช้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ EEC รวมถึงมีการลงทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ เกิดขึ้นแล้ว
ทั้งนี้ บริษัท เอสพีซีจีฯ ขอแสดงจุดยืนว่าได้ร่วมดำเนินโครงการฯ ดังกล่าวอย่างโปร่งใส สอดคล้องกับขั้นตอนตามกฎหมาย บนพื้นฐานของความระมัดระวังรอบคอบและสุจริตมาตลอด จึงต้องการขอความเป็นธรรมและปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
โดยที่มาของการยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลางครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นจากเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 เมื่อสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้ให้ กฟภ. หรือบริษัทในเครือของ กฟภ.ศึกษาและวางแผนผลิตพลังงานไฟฟ้าสะอาด การเชื่อมต่อเข้าระบบโครงข่ายไฟฟ้า การจำหน่ายพลังงาน การปรับปรุง บำรุง และรักษาระบบการผลิตและเครือข่ายพลังงานไฟฟ้าสะอาด ให้สามารถใช้สนับสนุนการพัฒนากิจกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดย กฟภ.ได้มอบหมายให้บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดที่ กฟภ.ถือหุ้นทั้งหมด เป็นผู้ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ส่งจำหน่ายเข้าระบบโครงข่ายของ กฟภ.ในพื้นที่ EEC
อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ ผลตอบแทน และการจัดหาแหล่งเงินทุนของ กฟภ. และบริษัท พีอีเอ เอ็นคอมฯ รวมถึงเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก โดยในระยะแรกการพัฒนาโครงการดังกล่าวจะมีขนาดไม่ต่ำกว่า 500 เมกะวัตต์ (MW) และใช้เงินลงทุนประมาณ 23,000 ล้านบาท SPCG ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯและมีความเชี่ยวชาญการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ จึงได้รับเชิญให้ร่วมกับบริษัท พีอีเอ เอ็นคอมฯ ศึกษาความเป็นไปได้ของการดำเนินโครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าสะอาด การเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า การจำหน่ายพลังงาน การปรับปรุง บำรุงรักษาระบบการผลิตและเครือข่ายพลังงานไฟฟ้าสะอาด ให้สามารถสนับสนุนการพัฒนากิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ EEC
จากนั้นบริษัท พีอีเอ เอ็นคอมฯ ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ พลังงานอัจฉริยะ และสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ ในพื้นที่ EEC” ร่วมกันระหว่าง 3 องค์กร ได้แก่ บริษัทฯ กฟภ. และบริษัท พีอีเอ เอ็นคอมฯ และร่วมกันจัดตั้ง บริษัท เซทฯ ในช่วงปลายปี 2562 เพื่อดำเนินโครงการฯ โดยเฉพาะ โดยบริษัท พีอีเอ เอ็นคอมฯ ได้นำเงินมาร่วมทุนในบริษัท เซทฯ ในสัดส่วนร้อยละ 20 ของเงินลงทุนทั้งหมดตามมติคณะกรรมการของบริษัท เอสพีซีจีฯ และ กฟภ. และปี 2563 ได้ก็เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในบริษัท เซทฯ เป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของเงินลงทุนทั้งหมดโดยความรับรู้ของ กฟภ. ขณะที่บริษัทเอสพีซีจีฯ ก็ได้ผ่านกระบวนการคัดเลือกเป็นผู้ร่วมทุนตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ร่วมทุนในการจัดตั้งบริษัทกับบริษัท พีอีเอ เอ็นคอมฯ อย่างถูกต้องทุกประการ
การดำเนินโครงการฯ มีความคืบหน้าตามลำดับ โดยเมื่อปลายปี 2563 กฟภ.ได้อนุมัติการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในพื้นที่เมืองใหม่ EEC โดยมี กฟภ.เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า และบริษัท พีอีเอ เอ็นคอมฯ เป็นผู้ผลิตไฟฟ้า ต่อมาในปี 2566 กฟภ. ได้มีหนังสือแจ้งถึงบริษัท พีอีเอ เอ็นคอมฯ ว่า กฟภ.เห็นชอบให้โอนสิทธิและหน้าที่ของผู้ผลิตไฟฟ้าตามสัญญาดังกล่าวจากบริษัท พีอีเอ เอ็นคอมฯ ให้แก่บริษัท เซทฯ รวมถึงได้แจ้งความคืบหน้าให้ สกพอ.ทราบมาตลอด
เนื่องจากสัญญาระหว่างบริษัท พีอีเอ เอ็นคอมฯ และบริษัท เซทฯ กำหนดให้บริษัท เซทฯ ต้องจัดหาที่ดิน เพื่อใช้เป็นที่ตั้งโครงการฯ และในกิจการที่เกี่ยวเนื่อง โดยมีกำหนดเวลาการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2569 โดยเมื่อบริษัท เซทฯ ได้รับหนังสือยืนยันตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินซึ่งเป็นจุดที่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบโครงข่ายไฟฟ้าของ กฟภ. ได้แล้ว บริษัท เซทฯ จึงได้เร่งจัดซื้อที่ดินจากเอกชนเพื่อใช้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ EEC เฉพาะแปลง และได้ใช้เงินลงทุนเคลียร์พื้นที่ ปรับถมดิน ล้อมรั้ว จ้างที่ปรึกษาด้านต่างๆ เช่น ด้านการเงิน การเงินอิสระ กฎหมาย เทคนิค กฎหมายและระเบียบ ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการโอนกิจการ เพื่อเตรียมความพร้อมทางด้านการกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงการฯ รวมถึงมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขอใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ EEC
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตามระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานว่าด้วยการขอรับใบอนุญาตและการอนุญาต การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2551 กำหนดว่าผู้ขอรับใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า ต้องมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหรือสัญญาจะซื้อจะขายไฟฟ้ากับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้ามาแสดง อย่างไรก็ตาม กฟภ. กลับไม่ได้จัดทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟภ. กับบริษัท เซทฯ ตามที่อนุมัติก่อนหน้านี้ บริษัทฯ จึงส่งหนังสือขอเร่งรัดและสงวนสิทธิการขยายระยะเวลาดำเนินการตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในโครงการดังกล่าวซึ่งเป็นการใช้ความระมัดระวังรอบคอบและรักษาประโยชน์สูงสุดของบริษัท เซทฯ แล้ว
ท้ายที่สุด เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 กฟภ.ก็ได้ส่งหนังสือถึงบริษัท พีอีเอ เอ็นคอมฯ และบริษัท เซทฯ แจ้งว่า กฟภ.ขอยกเลิกหนังสือแจ้งให้ความยินยอมการโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดยอ้างว่าบริษัท เซทฯ ไม่ใช่คู่สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟภ. ที่จะอ้างหรือใช้สิทธิขอขยายระยะเวลาตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้ รวมทั้งมีหนังสือแจ้ง สกพอ.ว่าได้มีการยกเลิกการให้ความยินยอมโอนสิทธิและหน้าที่ดังกล่าว รวมทั้งขอยกเลิกการยืนยันพื้นที่ติดตั้งโครงการและอัตราค่าไฟฟ้าที่จะรับซื้อในโครงการตามที่เคยแจ้งให้ทราบอันเป็นการใช้อำนาจรัฐซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของ บริษัท เซทฯ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อบริษัท เซทฯ ไม่สามารถดำเนินธุรกิจตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งขึ้น เพื่อดำเนินโครงการฯต่อได้ เนื่องจากเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อพัฒนาโครงการจัดหาพลังงานไฟฟ้า พลังงานสะอาด และพลังงานสำรองแก่โครงการ EEC เท่านั้น โดยมีบริษัท เอสพีซีจี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และได้ผ่านการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นของบริษัท จำเป็นต้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก กฟภ. เพื่อนำมาชดเชยผลประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้น