xs
xsm
sm
md
lg

Fiduciary Duty : การศึกษาและตระหนักรู้ บทเรียนสำคัญจากกรณีกรรมการองค์กรอิสระในไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

  • • ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นหัวใจสำคัญ: กรรมการต้องยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและความซื่อสัตย์สุจริต
  • • บทบาทสำคัญของกรรมการ: กรรมการมีหน้าที่ความรับผิดชอบสูงในการบริหารจัดการองค์กร
  • • เน้นหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ และรัฐวิสาหกิจ: เนื้อหาเน้นย้ำความสำคัญของ Fiduciary Duty ในหน่วยงานเหล่านี้เป็นพิเศษ
  • • การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับ: การปฏิบัติหน้าที่ต้องเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบต่างๆ ขององค์กร
  • • การปกป้องผลประโยชน์ขององค์กร: กรรมการต้องดูแลผลประโยชน์ขององค์กรเป็นสำคัญ
Fiduciary Duty หรือ หน้าที่ความรับผิดชอบตามบทบาท “กรรมการ” เป็นหลักสำคัญที่กรรมการในองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ และรัฐวิสาหกิจต้องยึดถือเพื่อรักษาความซื่อสัตย์สุจริต ความโปร่งใส และประโยชน์สูงสุดขององค์กรและสังคม อย่างไรก็ตาม มีหลายกรณีที่กรรมการองค์กรละเมิดหลักการนี้ ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายทั้งต่อองค์กรและความเชื่อมั่นของประชาชน

กรณีล่าสุดของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต ซึ่งถูกศาลพิพากษาจำคุกตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา เป็นตัวอย่างของการที่กรรมการในองค์กรอิสระอาจละเมิดหน้าที่ของตนเองโดยไม่เจตนา หรือเกิดจากการใช้ดุลยพินิจที่ผิดพลาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือของสาธารณะต่อองค์กรกำกับดูแลภาครัฐ ซึ่งข้อผิดพลาดสำคัญที่เกิดขึ้นนี้อาจมาจากความเข้าใจผิดในหลัก Fiduciary Duty

แม้ว่ากรรมการบางคนจะมีเจตนาดี แต่การขาดความเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ รวมถึงการเป็นกรรมการมือใหม่ อาจทำให้เกิดความผิดพลาดที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงได้ กรณีของ ดร.พิรงรอง เป็นตัวอย่างของความเสี่ยงที่กรรมการต้องเผชิญ หากไม่มีการเตรียมพร้อมและการศึกษาหน้าที่ของตนเองอย่างเพียงพอ

ดร.พิรงรองได้ให้เหตุผลว่า การดำเนินมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มทรูไอดี เป้าหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยดำเนินการผ่านผู้ประกอบการดิจิทัลทีวี เนื่องจาก กสทช. ไม่มีอำนาจโดยตรงในการกำกับดูแล OTT อย่างไรก็ตาม กระบวนการที่ ดร.พิรงรอง ปฏิบัตินี้ก็อาจมีปัญหาเรื่องของความชอบธรรมและความถูกต้องของกระบวนการทางกฎหมาย ในประเด็นดังนี้

1. การใช้มาตรการที่ขัดต่อหลักความเป็นธรรม – แม้ว่าการควบคุมโฆษณาอาจเป็นประเด็นที่เป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภค แต่การเลือกใช้มาตรการบังคับผ่านช่องทางที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายอาจเป็นการละเมิด “Duty of Obedience” ซึ่งหมายถึงการที่กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบขององค์กร

2. การทำเอกสารรายงานการประชุมอันเป็นเท็จ – หนึ่งในข้อผิดพลาดสำคัญที่นำไปสู่การดำเนินคดีคือ การทำรายงานการประชุมที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งเป็นการกระทำที่ละเมิด “Duty of Care” และ “Duty of Loyalty” อย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นการบิดเบือนข้อมูลและส่งผลต่อการตัดสินใจขององค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

3. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับหน้าที่ต่อประชาชน – แม้ว่าผู้สนับสนุนของ ดร.พิรงรอง อาจเห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าเธอพยายามทำเพื่อประโยชน์ของสังคม แต่ Fiduciary Duty ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การมีเจตนาดีต่อประชาชนเท่านั้น กรรมการต้องปฏิบัติงานอย่างถูกต้องตามกระบวนการที่เป็นธรรม โปร่งใส และอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจของตน

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาและตระหนักรู้เกี่ยวกับ “Fiduciary Duty” โดยเฉพาะสำหรับกรรมการในองค์กรอิสระที่มีบทบาทกำกับดูแลและตัดสินใจในเรื่องที่มีผลกระทบต่อสาธารณะ หากขาดความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่ของตนเอง อาจก่อให้เกิดปัญหาทางกฎหมายและความเสียหายต่อองค์กร ดังนั้น จึงมีข้อคิดที่สำคัญ ได้แก่ :

- กรรมการต้องเข้าใจขอบเขตอำนาจของตนเอง : การดำเนินการใด ๆ ที่เกินขอบเขตอำนาจที่กฎหมายกำหนด อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายและความเสียหายต่อองค์กร

- การปฏิบัติหน้าที่ต้องเป็นไปตามกระบวนการที่โปร่งใส : แม้เป้าหมายจะเป็นไปเพื่อสังคม แต่กระบวนการที่ไม่ถูกต้องอาจสร้างปัญหามากกว่าผลดี

- การฝึกอบรมและการศึกษาเกี่ยวกับ Fiduciary Duty เป็นสิ่งจำเป็น : กรรมการที่ไม่มีความเข้าใจในบทบาทของตนเองอาจเผลอกระทำผิดโดยไม่เจตนา

Fiduciary Duty จึงเป็นหลักการสำคัญที่กรรมการองค์กรอิสระและหน่วยงานภาครัฐต้องปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดความไว้วางใจจากประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย หากมีการละเมิดหลักการดังกล่าว อาจนำไปสู่บทลงโทษทางกฎหมาย และส่งผลกระทบต่อองค์กรและสังคมโดยรวม กรณีของ ดร.พิรงรอง รามสูต เป็นเครื่องเตือนใจให้กรรมการทุกคนต้องตระหนักถึงบทบาทของตนเอง และปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาลที่ถูกต้อง


กำลังโหลดความคิดเห็น